Strange Loop's profileI am a Strange LoopPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 02 เกิดอะไรขึ้น เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นWhat happens when nothing happens? (อ่านมาจากหนังสือ A Secret Pulse of Time) 16 กรกฎาคม 2505 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส นาย Michel Siffre มีคำถามนี้ในหัว และเขาพยายามค้นหาคำตอบ ด้วยวิธีของเขาเอง อิงกับหลักวิทยาศาสตร์ที่เขารู้จัก เขาเดินทางดำดิ่งลงไปในถ้ำลึกใต้เทือกเขาแอลป์ และใช้ชีวิตในความมืดใต้ดินที่มีความลึกเป็นร้อยเมตร เขาไม่ได้นำทั้งนาฬิกา และ สิ่งบอกเวลาอื่นใดลงไปด้วย เขาเตรียมสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีพลงไป เช่น เตนท์ อาหาร และ ไฟฉาย (ที่ใช้เฉพาะตอนจดบันทึกและเมื่อต้องเดินไปมาในถ้ำ) ไฟที่ใช้มีค่าใช้จ่ายสูงมากตามเวลาที่เปิด ดังนั้นเขาจึงแทบไม่ได้ใช้เลยถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เขาตัดขาดกับโลกภายนอก มีเพียงสิ่งเดียวที่เขายังเกี่ยวเขาไว้กับโลกภายนอก นั่นก็คือ การยกหูโทรศัพท์แจ้งด้านบน ว่าเขากำลังทำกิจกรรมใดอยู่ เขาจะโทรศัพท์รายงาน ผู้สังเกตุการณ์บนพื้นโลก ในยามที่เขาทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เมื่อตื่นนอน ทานอาหาร เข้านอน เป็นต้น เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีแสงเช้าค่ำ ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว เวลาดูเหมือนเดินเร็วกว่าที่คิด เมื่อเขาใช้ชีวิตในความมืดที่ไร้เครื่องบอกเวลา เขาพบว่า การประเมินช่วงเวลาระหว่างสองเหตุการณ์ มีความผิดปกติ เช่นเมื่อเขาโทรแจ้งว่าตื่นนอนแล้ว หลังจากนั้นประมาณชั่วโมงเขาเริ่มกินข้าว เมื่อเขาเริ่มกินข้าวเช้า เขาโทรแจ้งอีกที และนักวิทยาศาตร์ก็บันทึกเวลา และช่วงห่างตั้งแต่ตื่นจนเขาเริ่มทานอาหาร ซึ่งปรากฎว่ายาวกว่าหนึ่งชั่วโมงตามที่มิเชลล์คิดมากโข เวลาในหัวของมิเชลล์สั้นกว่าความเป็นจริง เวลาเป็นสิ่งที่ร่างกายคนเราวัดไม่ได้ ร่างกายคนเรามีเครื่องวัดหลายอย่าง ผิวเราวัดอุณหภูมิ วัดการสั่นสะเทือน วัดการเคลื่อนไหว ตาเราวัดคลื่นแสง หูเราวัดขนาดของเสียง..แต่เรา มนุษย์ไม่มีอวัยวะใดที่วัดเวลาได้อย่างแม่นยำ..เราต้องพึ่งสิ่งภายนอกในการบอกเวลาให้เรารู้ มีครั้งหนึ่งเมื่อทานข้าวเที่ยงเสร็จ เขารู้สึกเพลีย จึงงีบนอน เมื่อตื่นขึ้นมาเขาแจ้งไปด้านบน ว่าได้งีบไปสั่ราวๆครึ่งชั่งโมง แต่ในความจริงคือ เขานอนไปแปดชั่วโมงเต็มๆ เขาหลงไปในเวลาเมือไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาทดลองเปิดแผ่นเสียงที่รู้ว่ามันมีความยาวสี่สิบนาที อย่างน้อยเขาสามารถประเมินเวลาได้จากการเริ่มและหยุดแผ่นเสียง แต่เมื่อแผ่นเสียงจบลง เงียบสงัด ไม่มีการเคลื่อนไหว เขาก็หลงในเวลาอีก เขาไม่สามารถบอกได้แม่นยำว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ ความหลงและสับสนในเวลานั้น เกิดขึ้นในความคิดของเขา แต่ร่างกายเขากลับไม่หลง นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการติดอุปกรณ์วัดค่าต่างๆในร่างกายเขาไว้เพื่อบันทึก การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในรอบเวลาในหนึ่งวันไว้ด้วย เพื่อศึกษาว่า ร่างกายเรามีนาฬิการ่างกายจริงหรือไม่ และมันเดินคงที่หรือไม่ น่าประหลาดว่า ร่างกายเขาไม่ได้หลงเวลา ร่างกายยังทำตัวเหมือนว่าหนึ่งวันมียี่สิบสี่ชั่วโมง ร่างกายโดยอัตตโนมัติ ยังคงทำงานตามรอบของมัน ปล่อยน้ำย่อย ผลิตสารต่างๆ ตามแผนเวลาปกติเหมือนยามที่เขาอยู่บนดิน มีแสงแดด และรู้เวลา..เขายังคงตื่นนอนเฉลี่ย สิบหกชั่วโมง และนอน แปดชั่วโมง รอบเวลาหนึ่งวันที่ร่างกายเขาทำงาน ผิดเพี้ยนไปไม่เกิดครึ่งชี่วโมงต่อวัน นั่นคือร่างกายเขา แต่ในหัว เขาสับสนเรื่องเวลาอยู่ตลอด 14 กันยายน ปีเดียวกัน เขาถูกนำขึ้นมาจากใต้ดิน เขาบันทึกไว้ว่า วันที่คนนำเขาขึ้จากใต้ดินคือวันที่ 20 สิงหาคม ซึ่งแสดงว่าเขานับเวลา ช้า ไปกว่าจริงราวๆ ยีสิบห้าวัน (จากประมาณหกสิบวัน) ต่อมาในปี 2515 เขาทำการทดลองซ้ำอีกที คราวนี้เขาตั้งเป้าจะอยู่ใต้ดินนาน 205 วัน โดยมีองค์กรนาซ่า เป็นหน่วยวิจัย และเมื่อการทดลองจบลง เขานับวันหายไปถึงหกสิบวัน มีคนทดลองอีกหลายคน และได้ผลคล้ายๆกัน สามารถสรุปเป็นข้อสังเกตุได้ว่า เมื่อคนเราอยู่ใต้ดิน มืด ไร้เครื่องบอกเวลา ไร้สิ่งให้จังหวะ ในตอนแรกร่างกายจะเริ่มปรับตัว จากนั้นจะอยู่ในวงจรวันที่มีความยาวค่าหนึ่ง ซึ่งมักจะยาวกว่าวันหนึ่งจริงๆเล็กน้อย ตั้งแต่ยี่สิบสี่ชั่วโมงกว่าๆ จนยี่สิบหกชั่วโมง เมื่อร่างกายปรับตัวแล้ว ร่างกายจะคงรักษาจังหวะหนึ่งวัน (ที่ร่างการทำสิ่งต่างๆเช่นการควบคุมฮอร์โมน การปรับความดันเลือด) ไว้คงที่ได้ดีเลิศ ในระดับผิดพลาดเพียงไม่กี่นาทีต่อหนึ่งรอบวันนั้นๆ แต่แม้ว่าร่างกายจะทำงานคงที่ แต่เวลาในหัวของเขากลับไม่แน่นอน ยาวสั้นบอกไม่ได้ เขาสับสนว่าเขาอยู่ในชั่วโมงไหนของวัน เขาสงสัยและไม่มั่นใจว่า ตั้งแต่เขาตื่นจนเริ่มทานช้าว มันผ่านไปสิบนาที หรือ ครึ่งชั่วโมง….นั้นคือเวลาในหัว มันไม่ทำงานเป็นอันเดียวกับ เวลาร่างกาย หรือ เวลานาฬิกา… เเวลาอิงกับการเคลื่อนไหว เวลาร่างกายขึ้นกับการสั่งงานจากระบบประสาท สมอง ด้วยตารางการสั่งงานที่แม่นยำ แต่ในขณะเดียวกัน เวลาในความคิดนั้นกลับไม่แม่นยำ มันขึ้นกับบางสิ่งบางอย่าง สิ่งนั้นคือ “การเคลื่อนไหว” หรือ “การมีอะไรเกิดขึ้นให้เห็น” ถ้าเราอยู่ในที่ๆไม่มีอะไรเคลื่อนไหว (แม้กระทั่งร่างกายเราเอง เช่นการกระดิกนิ้วเป็นจังหวะ) เราจะเริ่มนับเวลาไม่ถูก เพราะไม่มีอะไรมาอ้างอิง เรารู้ว่า เราใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการหุงข้าว สิบนาทีในการเจียวไข่ เพราะเราอ้างอิงการเคลื่อนไหวในกิจกรรมนั้นๆเทียบกับเวลาของนาฬิกา เมื่อเราทำไข่เจียวในครั้งต่อไป เราก็จะประมาณเวลาได้ เนื่องจากเราเห็นการเคลื่อนไหวของเราในการทำ และ เทียบเคียงกับความทรงจำในเวลานาฬิกาที่ใช้ไป.. หากแต่ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหว เราอยู่นิ่งๆ เราจะไม่มีอะไรแสดงการผ่านไปของกิจกรรม เราเทียบเคียงกับคลังความจำไม่ได้ ดังนั้นเราจึงบอกเวลาคลาดเคลื่อน… เมืออยู่ในสมาธิ เวลาจึงผ่านไปเร็ว วงจรเวลาของแต่ละคนไม่เหมือนกันขึ้นกับพันธุกรรม และ พฤติกรรมซ้ำๆ คนที่นอนดึกตื่นสาย มักเกิดจากร่างกายมีโปรแกรมอย่างนั้น ดังนั้นเราจึงต้องทำใจยอมรับว่า บางคนเป็นนกฮูก (นอนดึกตื่นสาย) บางคนเป็นนกกระจอก (นอนไว้ตื่นเช้า) ดังนั้นบางคนจึงตื่นยาก มันฝืนร่างกายเหลือเกิน หรือ บางคนทำงานกลางคืนได้ดีกว่ากลางวัน ลองสำรวจวงจรดู คุณอาจเป็นพันธ์นกฮูก (และนั่นเปลี่ยนยากมาก) นาฬิการร่างกายอยู่ที่ไหน..อยู่ในเซลทุกเซลล์ เหมือนทุกเซลล์มีนาฬิกาทราย เมื่อครบรอบก็คว่ำใหม่ สลับไปมาไม่หยุด ตับสามารถแลกเปลี่ยนข้อมู่ลเวลากับอวัยวะอื่นได้ด้วย เป็นไปได้เพียงนั้น แต่ถ้าทุกเซลล์มีนาฬิกา แน่นอนมันต้องมีวันเดินเพี้ยนจากกัน แล้วเกิดอะไรขึ้นเมื่อมันเพี้ยนกัน ร่างกายไม่งงแย่รึ แต่เรื่องนี้็ธรรมชาติก็ได้คิดไว้แล้ว และให้เราทุกคนมีนาฬิกากลางไว้คนละเครื่อง เรามีนาฬิกากลางอยู่คนละอัน อยู่เหนือสันจมูก ลึกลงไปในสมองของเรา มันทำหน้าที่ รีเซต นาฬิกาย่อยๆในเซลล์ครับ แล้วมันเซตได้อย่างไรล่ะ ในรอบหนึ่งของวัน ประมาณยี่สิบสี่ขั่วโมงแตกต่างกันไปตามบุคคล ไม่เกินครึ่งชั่วโมง และ รอบนี้จะคงที่สำหรับคนๆหนึ่งตลอดอายุขัย ผิดเพี้ยนในหลักนาทีเท่านั้น ที่น่าทึ่งคือแม้เราตายแล้ว นาฬิการ่างกายยังคงทำงานต่อไปได้อีกระยะ แม้ว่ารอบของเราจะยาวกว่าวันจริง ไม่เป็นปัญหา ทุกเช้า เราจะเซตนาฬิกาใหม่ ขึ้นรอบใหม่ได้ ด้วย..แสงแดด เมื่อนาฬิกากลางที่อยู่บริเวณลึกลงไปในสมอง แถวๆเหนือสันจมูกต่อเนื่องกับหนังตา ได้รับแสงแดด มันจะเริ่มกระตุ้นการทำงานของนาฬิกากลางให้เริ่มวงจรวันใหม่ของร่างกาย…. เวลาที่สมองทำงานแก้ปัญหาได้ดีคือช่วงสิบโมงกว่าๆ เวลาบ่ายๆ เป้นเวลาเหมาะสำหรับงานรูทีนที่ไม่ต้องใช้ความคิดมากนัก การนอนหลังอาหารสักสิบนาที ช่วยให้การทำงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เวลาที่เหมาะจะมีเซกส์คือช่วงเช้า (แต่คนเรามักมีตอนกลางคืน) ห้าโมงเย็นเหมาะที่จะออกกำลังกายย
เวลาที่หยุดนิ่ง HM เป็นผู้ป่วยในอเมริกา นักวิทยาศาสตร์บันทึกทดลองอาการของเขาต่อเนื่องนานหลายปี เขาไม่มีความจำ ถ้าคุณเจอเขา แล้วออกจากห้องไปห้านาที เมื่อกลับเข้ามาใหม่ เขาจำคุณไม่ได้ และทักทายคุณเหมือนไม่เคยเจอกันมาก่อน สิ่งที่เขาได้ยิน ที่เขาพูด เมื่อผ่านไปสองสามนาที เขาก็ลืมหมด..แต่ความสมัยเด็กยังมี เขามีความจำจนถึงเวลาอายุหนึ่ง จากนั้นก็ขาดหายไป เขาใช้ชีวิตแค่ในปัจจุบันล้วนๆ อดีตและอนาคตไม่มีค่าหรือความหมายใดๆสำหรับเขา คนทั่วไปมองชีวิตเหมือนหนัง คือมีแผ่นฟิลมต่อนต้น ตอนนี้ และตอนต่อไป ต่อเนื่องกันไป แต่สำหรับเขา ชีวิตเหมือนแผ่นฟิลม์ที่สะเปะสะปะ เป้นชิ้นๆ ไม่ต่อเนื่อง สำหรับเขา ทุกๆขณะ มีความรู้สึกเหมือน “พึ่งตื่นจากฝัน” เสมอ…เขานับเวลาได้ไม่เกินยี่สิบวินาที หรือ สามสี่อึดใจ สำหรับเขา คอนเซปเรื่องเวลาเป้นเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ…เขาผ่าตัดสมองและไปกระทบกับส่วนที่ควบคุมเรื่องความจำ..จึงเป็นเช่นนี้ อะไรคืออดีต ปัจจุบันยาวนาวเท่าไหร่ วินาที นาที หรือ เท่าไหร่ อนาคตต่อกับอดีต ตรงปัจจุบัน ปัญหาคือ ปัจจุบันนั้นกินเวลาเท่าไหร่ อะไรคืออะตอมของเวลา สวัสดี Comments (13)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://varritpace.spaces.live.com/blog/cns!46A8DCD5F666795D!9424.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|