Strange Loop's profileI am a Strange LoopPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 29 หนาเวลา
บางเวลาเราก็โกหก บางเวลาเราก็จริงใจ
น้ำย่อมแปรรูปทรงไปตามภาชนะ
บางเวลาเราก็หลอกคนอื่น บางเวลาเราก็หลอกตัวเอง
เมื่อถึงอุณหภูมิสี่องศาเซลเซียส น้ำย่อมแปรสภาพจากของเหลวเป็นของแข็ง
บางเวลาเราก็ทำร้ายคนที่รักเรา บางเวลาเราก็ทำดีกับคนที่ไม่รู้จัก
น้ำย่อมแปรเป็นไอ เมื่อถึงจุดเดือด
ดูเหมือนทุกสิ่งทำตามกฎบางอย่างเสมอ ยกเว้นมนุษย์
บางเวลาจบด้วย คำว่าสวัสดี บางเวลาไม่ November 19 หนักเบาเราอยากอ้วน
กระผมมีปัญหา
เกิดขึ้นมานานแล้ว
เป็นเรื่องหนัก เป็นเรื่องเบา
เป็นเรื่อง อยากอ้วน แต่ ทำไงก็ไม่อ้วน
หัวห่างพื้นอยู่ หกฟิต(ปั๋ง)สองนิ้ว แรงโน้มถ่วงดึงขาไว้เบาๆ ประมาณหกสิบถึงหกสิบห้า คงที่เช่นนี้มานานเกินไปแล้ว ปัญหาคือกระผมรู้สึกว่ามันผอมไป ไม่มีราศี ไปทำงาน คนก็ทักว่าเป็นคนขับรถ ราศีมีแค่นั้น หึหึ
มีคนบอกว่าให้กินมากๆ
ก็กินจนเงินเดือนหมดแล้วเนี่ยะ ไม่ได้ผล
อยากได้คำแนะนำว่าควรทำอะไร เพื่อให้น้ำหนักเพิ่ม อยากได้อีกสิบห้าโล กำลังดี มีไหม สถาบันเพิ่มน้ำหนัก รับรองผลในสามเดือนไรเงี้ย..
ข้อมูลประกอบ กินวันละสี่มื้อ..มื้อเช้ามักดื่มนม และ ทานไข่ดาว หรือไม่ก็แซนวิช มื้อเที่ยงฟาดข้าวสองจานพูน พร้อมกับข้าว ทานได้ทุกอย่าง ชอบขาหมูติดมันเป็นพิเศษ แต่จะว่าไป อะไรมีสี่ขาทานได้หมด ยกเว้น โต๊ะ เก้าอี้ มื้อเย็นทานอาหารหนักๆ เช่นพิซซาถาดกลางหนึ่งถาด พร้อมชิกเก้นวิงค์หกปีก หรือไม่ก็ เกี้ยวต้มสามสิบลูก บางวันก็กินข้าวธรรมดาสองจานราดด้วยขาหมูติดมัน ตกดึกมักมีมาม่าสองถ้วย หรือ นมอีกขวดเมจิฝาน้ำเงิน นานๆทีจะมีหนมปังสังขยามาแจม ไม่ค่อยทานของระหว่างวัน ขนมทานบ้างแต่ไม่มาก ถ้าทานก็พวก ขนมชั้น ฝอยทอง เต้าส่วน อะไรเทือกนั้น แต่อยากได้ยินคนที่เคยผอม แล้วอ้วนได้สำเร็จ อ้อ สูบบุหรี่ด้วย แต่ไม่จัด แต่ตอนงด ก็ไม่อ้วนขึ้นเลย เหล้าเบียร์ทานพอเป็นกระสาย ไม่ใช่ขี้เมา… นอนวันละเจ็ดถึงแปดชั่วโมง
ไม่ได้ล้อเล่นนะครับ ไม่เชื่อดูรูปตอนเตะบอล มัน..มัน..มัน.. เป็นเช่นนี้ อยากอ้วนเว้ยยยยยย กรุณาอย่าเพิกเฉย จงเอ็นดูและให้คำแนะนำเดี๋ยวนี้ !!
สวัสดีครับผอม November 16 เล่าด้วยภาพ เพื่อนสนิทหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่คบกันมายี่สิบสามปีแล้วบทสนทนาของมิตรสหายนั้นบ่งบอกได้ว่า พวกเขารู้จักกันแค่ไหน อย่างไร เมื่อเวลาผ่านไป บทสนทนา ก็มักจะวกวนมาในเรื่องเก่าๆมั่ง เรื่องอำสมัยไหนต่อไหนบ้าง ให้ได้หัวเราะกัน ฮากันเป็นธรรมดา คำถามอย่างว่า “เห้ย มรึงยังใช้น้ำมันเครื่องลูบผมให้เรียบหรือเปล่า” จึงได้ยินอยู่ คำถามว่า “ไปงานแต่งใครมามั่ง” กลายเป็น “เออ วันก่อนไปงานศพ… เจอไอ้… แม่ง…บลาบลาบลา” หรือไม่ก็ออกแนวว่า “เมียกรูท้องอีกแล้ว คราวนี้เพศหญิงหวะ” แล้วก็จะมีเสียบกระซิบเบาๆในวง พอให้ได้ยินว่า “เวรกรรมมีจริงตะมรึง” เหอๆๆ บทสนทนายอดฮิต ก็ยังมีเช่น “มึงโกรก หรือ มึงถอนวะ” “โห ไม่เจอกันพักเดียว ไปเยอะแล้วนะ รุกล้ำมาก” “โห ลูกโตกว่าแม่แล้ว” เรื่องหน้าเหี่ยว ผมขาว อ้วนลงพุง ก็เป็นยอดหัวข้อสนทนาของเพื่อนๆเป็นอย่างยิ่ง จบงานวันนั้น หลายคนได้รู้จักกกับเฟสบุ๊คเป็นครั้งแรก และ ก็หวังว่า ครั้งหน้าคงมากันมากๆเช่นนี้อีก สนุกดีออก เลี้ยงรุ่นกันย่อยๆ มากันไม่มากอย่างที่ตั้งใจ แต่ก็ไม่น้อยกว่าที่คาดไว้ เรามาทานกันที่พระรามห้า ร้าน สวนกุหลาบ วันที่ 14 ที่ผ่านมานี้เอง มากันสามสิบกว่าคน หน้าตาก็พอดูได้ ไม่ตกใจอย่างที่คิด บางคนหน้าไม่แก่ลงเลยนะ อย่างคุณแหลมงี้ เต่งตึงไม่เปลี่ยน ร้านที่เราทานนั้น เราจองไว้สี่โต๊ะซึ่งก็พอดีกันกับคนที่มา นี่ก็เพื่อนเก่าแก่ นานๆพบกัน ก็แจกแจงความคืบหน้าในหน้าที่การงาน ชีวิตครอบครัว รวมไปทั้งเรื่องเหลืองแดง ไปนั่น สังเกตนะครับว่าหน้าตาสดใสไม่มึนเมาสุรากันเลย มีทั้งโยธาไฟฟ้าเครื่องกล และ ผู้บริหาร ครบ สร้างโรงงานได้เลย คนขวาล่าง พี่กิต คนจัดการงานนี้กับพี่ป๋อง ชนาวิทย์ยืนอวดกล้ามทางซ้ายสุด พี่ย้งนับตังค์เพลินก็มา พี่แหลมมาดเข้มยืนยิ้มตาหยี (กินเหล้าแล้วตางี้ทุกที) ส่วนstrange loop พยายามทำหน้าให้เด็กที่สุด ซึ่งก็ได้ผลนิดหน่อย ได้ประมาณอายุสี่สิบ อิอิ
เนื่องจากสวยสดงดงาม เธอเหล่านี้คือ วิศวกรเกษตรสาว ที่หาได้ยากยิ่งเข็มในมหาสมุทร เลยขอแจมถ่ายด้วย พี่หยิก ขวาสุดเป็นอาจารย์สอนดำน้ำด้วยครับ (จะสอนทำไม ดำมาตั้งกะเรียนมัธยมจนมหาลัยแล้ว)
ภาคไฟฟ้ารวมกัน ..แล้วอย่าควักเครื่องคิดเลขมาเล่นแรนด้อมล่ะ นี่ยังขาดอาจารย์หลายคนนะที่ไม่ได้มา อีกทั้งหลายเซียนก็ขาดหายไป คราวหน้าคงได้เจอกันครบๆนะครับ
พี่ต่อกับพี่พัฒน์ (คุยกันมั่งก็ได้)
สองผู้ยิ่งใหญ่ของภาคไฟฟ้า พี่พัฒน์ พี่บู๊ ตอนนี้เป็นคอนเซ้าท์ใหญ่ทั้งคู่ ภาคเครื่องกลห้าคน เอาหน่อย
อาหารจีนอร่อยท้อง แถมมีนักร้องกิติมศักดิ์ มาขับกล่อมเพลงให้อร่อยหูอีก (มันร้องไม่เลิก) พี่ป๋อง พี่เอ้ พี่แหลม
คนนี้ก็มาครับ โต้โผใหญ่ (สังเกตุพุง) พี่ป๋องเรานั่นเอง โชว์ลีลาทั้งเป็นคนจัด โฆษก และ นักร้อง…
เพื่อนๆที่ชอบร้องเพลงก็คว้าไมค์มา ร้องกันเป็นที่สนุกสนาน นี่พี่ไห่ ร้อง เพลง my way ได้เพราะมากๆนะครับ ส่วนพี่คอนบึ่งมาจากกบิลบุรี น่าปรบมือให้ครับ
พี่เอ้ ก็คาราบาวตามถนัด (เห็นแอบร้องเพลง Nobody อยู่พักนึง แต่หน้าไม่ได้เลยกลับมาแถวๆคาราบาว)
หลานๆก็ทนไม่ไหว เพราะเพลง ลุงๆอาๆ มันเชยสิ้นดี จึงขอร้องเพลงวัยรุ่นแจมด้วย ส่วนคนนี้ ไม่สนอะไร ตุ้ยๆๆๆๆ คนเดียว
ไว้มาเล่าเพิ่มวันหลัง สวัสดี November 08 ส้มตำ ที่ลองถัน
วันก่อนไปหน้างานก่อสร้าง มีเวลาว่างนิดหน่อยก็ได้แวะไปเดินเที่ยวตลาดในอำเภอ ลองถัน อากาศร้อน แต่มีคนอยากทานอาหารบ้านๆ ซึ่งต้องไปซื้ออาหารและเครื่องปรุงเพิ่มจึงเดินทางกันไป แม้ว่าอากาศจะร้อน แต่แดดไม่มากนัก เราเลยเดินวนรอบตลาดเล่นสักพัก สภาพหน้าทางเข้าตลาด เดินต้องระวัง เพราะที่นี่มิใช่แค่คนเดินซื้อของ แต่พี่แกขี่มอเตอร์ไซด์เข้าไปถึงซอกซอยที่เขาขายของกันด้วย ประหนึ่งมอเตอร์ไซด์เป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งของเขา เหมือนเท้า เหมือนมือ ที่นี่คนต้องหลบมอเตอร์ไซด์ เป็นเรื่องปกติ ตลาดไม่ใหญ่ไม่โต มีขายตั้งแต่ของใช้ประจำวัน ผัก เนื้อสัตว์ต่างๆ เสื้อผ้า และ เครื่องใช้ไฟฟ้า บรรยากาศย้อนยุคเหมือนตลาดเก่าแถวเยาวราช หรือ โบ๊เบ๊บ้านเราสักสิบห้าปีก่อน..วันนี้เขาว่าสะอาดแล้ว ปกติจะ เขรอะกว่านี้ เดินไปมาเห็นเขามีพวกสัตว์ประหลาดขายด้วย กบ งู ก็มี ของใช้ประจำวัน มีขายกันในราคาย่อมเยา โอโม่ก็มีนะครับ พวกขนมถุงๆต่างๆก็มีมาจากเมืองไทยไม่ใช่น้อย ของที่นี่คุณภาพไม่ดีนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายนัก เราเดินชมตลาดสบายใจ วันนี้เขาเกิดอยากกินส้มตำกัน เลยหาของปรุงกันที่ตลาดนี้ ไม่ได้ถ่ายตรงที่เขาขายไก่เป็นๆไว้ เขาขายกันเป็นตัวๆ จับใส่ถุงดำเจาะรูให้โผล่หัว น่าเวทนายิ่งนัก ปลาที่นี่เขาไม่ได้ใช้มีดเลาะเกล็ดนะครับ มีกรรไกรอันเดียว ตัดฉับๆ เอาเกล็ดออกได้ เอาไส้เส้ยออกได้หมด เก่งมาก อาหารเวียดนามมีผักเป็นส่วนประกอบเยอะครับ มีทั้งที่ปรุงในกับข้าว และ ผักสด วางเป็นจานๆ คล้ายเครื่องเคียงมาตรฐาน มาอยู่สักพักก็เริ่มชินที่จะมีผักสดๆกิน ประกอบอาหารมื้อต่างๆ ผักที่นี่มีหลายชนิดหลายแบบ ล้วนแล้วแต่เรียกไม่เป็นสักอย่าง แฮะๆ ความรุ้เรื่องผักของผมไม่ใช่ศูนย์นะครับ อาจจะถึงขั้นติดลบกันทีเดียว คนเดินซื้อยังไม่มากนัก แต่สังเกตได้ว่า นอกจากเดินแล้ว เขาขี่แมงกะไซด์เข้ามากันเลย ไม่ลงด้วยนะครับ นั่งซื้อกันซะอย่งนั้นเชียว หมวกกันน๊อคที่นี่มีหลายรูปแบบมาก ที่สวยๆเป็นแฟชั่นก็มี หมวกโดเรมอน มิกกี้เมาส์ก็เห็น จะกินส้มตำก็ต้องหามะละกองามๆ นี่มาเจอที่นี่ เขาปอกและสับโชว์ไม่ด้วย จะได้ไม่สับสนกับมะละกอสุก ซื้อของต้องพูดภาษาได้บ้าง ผมไม่ได้ แต่เพื่อนผมพูดได้ แม้ว่าพูดได้ สำเนียงในแต่ละที่ก็ต่างกันอีก อย่างที่ลองทันนี้ เขานับเงินออกเสียงไม่เหมือนในเมืองเท่าไหร่ ฟังแล้วก็งงๆ อันนี้ซื้อกุ้งแห้งกิโลนึง เสร็จแล้วก็ไปสอยมะนาวมาอีกสิบลูก มะนาวเขาไม่เปรี้ยวจัดเหมือนบ้านเรา เห็นไหทางขวาสุดไหมครับ นั่นละ ชนิดหนึ่ง ของปลาร้า ใช้ปรุงส้มตำได้ แต่เราไม่ได้ซื้อมา เพราะกลัวผิดสำแดง อีกอย่าง เข้าใจที่บ้านเพื่อนขนมาจากบ้านเราไว้แล้ว พริกขี้หนูที่นี่ไม่เผ็ด เลยไม่ได้ซื้อ ใช้ส่งมาจากเมืองไทยเหมือนกัน เป็ดย่างอร่อย เข็นขายเป็นตัวๆ ถ่ายไว้หน่อยว่ามาเดินจริงๆ ปกติไม่ค่อยจ่ายตลาด มักซื้อสำเร็จรูปมากกว่า มาเดินบ้างก็เปิดหูเปิดตาดีครับ สวัสดี (ลองถัน เวียดนาม) November 02 ไม่ต้องกลัวตก เพราะในที่สุดย่อมถึงก้นบึ้ง มีแต่พุ่งขึ้น(มันมากับไข้)
เหงาให้มันมากๆเข้าไว้ หากไม่อยากเหงา อยากอิ่ม จงหิวให้หนัก ให้นาน ให้ต่อเนื่อง หิวให้สุด อยากง่วง จงนอน นอน และนอนให้มันตายไปข้างหนึ่ง ไม่อยากตก จงอย่ากลัวที่จะตก ********************* คนเราเป็นอย่างนั้นได้ไม่ตลอด เมื่อตกถึงก้นบึ้งแล้ว จะตกไปไหนได้อีก มีแต่พุ่งขึ้นได้เท่านั้น ********************* อยากมีคนเข้าใจ จงเข้าใจคน อยากมีคนรัก จงรักคน อยากหนักแน่น อย่าพิรี้พิไร อยากจะไป อย่าหยุดนานๆ ********************* Yes , สวัสดี เกิดอะไรขึ้น เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นWhat happens when nothing happens? (อ่านมาจากหนังสือ A Secret Pulse of Time) 16 กรกฎาคม 2505 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส นาย Michel Siffre มีคำถามนี้ในหัว และเขาพยายามค้นหาคำตอบ ด้วยวิธีของเขาเอง อิงกับหลักวิทยาศาสตร์ที่เขารู้จัก เขาเดินทางดำดิ่งลงไปในถ้ำลึกใต้เทือกเขาแอลป์ และใช้ชีวิตในความมืดใต้ดินที่มีความลึกเป็นร้อยเมตร เขาไม่ได้นำทั้งนาฬิกา และ สิ่งบอกเวลาอื่นใดลงไปด้วย เขาเตรียมสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีพลงไป เช่น เตนท์ อาหาร และ ไฟฉาย (ที่ใช้เฉพาะตอนจดบันทึกและเมื่อต้องเดินไปมาในถ้ำ) ไฟที่ใช้มีค่าใช้จ่ายสูงมากตามเวลาที่เปิด ดังนั้นเขาจึงแทบไม่ได้ใช้เลยถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เขาตัดขาดกับโลกภายนอก มีเพียงสิ่งเดียวที่เขายังเกี่ยวเขาไว้กับโลกภายนอก นั่นก็คือ การยกหูโทรศัพท์แจ้งด้านบน ว่าเขากำลังทำกิจกรรมใดอยู่ เขาจะโทรศัพท์รายงาน ผู้สังเกตุการณ์บนพื้นโลก ในยามที่เขาทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เมื่อตื่นนอน ทานอาหาร เข้านอน เป็นต้น เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีแสงเช้าค่ำ ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว เวลาดูเหมือนเดินเร็วกว่าที่คิด เมื่อเขาใช้ชีวิตในความมืดที่ไร้เครื่องบอกเวลา เขาพบว่า การประเมินช่วงเวลาระหว่างสองเหตุการณ์ มีความผิดปกติ เช่นเมื่อเขาโทรแจ้งว่าตื่นนอนแล้ว หลังจากนั้นประมาณชั่วโมงเขาเริ่มกินข้าว เมื่อเขาเริ่มกินข้าวเช้า เขาโทรแจ้งอีกที และนักวิทยาศาตร์ก็บันทึกเวลา และช่วงห่างตั้งแต่ตื่นจนเขาเริ่มทานอาหาร ซึ่งปรากฎว่ายาวกว่าหนึ่งชั่วโมงตามที่มิเชลล์คิดมากโข เวลาในหัวของมิเชลล์สั้นกว่าความเป็นจริง เวลาเป็นสิ่งที่ร่างกายคนเราวัดไม่ได้ ร่างกายคนเรามีเครื่องวัดหลายอย่าง ผิวเราวัดอุณหภูมิ วัดการสั่นสะเทือน วัดการเคลื่อนไหว ตาเราวัดคลื่นแสง หูเราวัดขนาดของเสียง..แต่เรา มนุษย์ไม่มีอวัยวะใดที่วัดเวลาได้อย่างแม่นยำ..เราต้องพึ่งสิ่งภายนอกในการบอกเวลาให้เรารู้ มีครั้งหนึ่งเมื่อทานข้าวเที่ยงเสร็จ เขารู้สึกเพลีย จึงงีบนอน เมื่อตื่นขึ้นมาเขาแจ้งไปด้านบน ว่าได้งีบไปสั่ราวๆครึ่งชั่งโมง แต่ในความจริงคือ เขานอนไปแปดชั่วโมงเต็มๆ เขาหลงไปในเวลาเมือไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาทดลองเปิดแผ่นเสียงที่รู้ว่ามันมีความยาวสี่สิบนาที อย่างน้อยเขาสามารถประเมินเวลาได้จากการเริ่มและหยุดแผ่นเสียง แต่เมื่อแผ่นเสียงจบลง เงียบสงัด ไม่มีการเคลื่อนไหว เขาก็หลงในเวลาอีก เขาไม่สามารถบอกได้แม่นยำว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ ความหลงและสับสนในเวลานั้น เกิดขึ้นในความคิดของเขา แต่ร่างกายเขากลับไม่หลง นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการติดอุปกรณ์วัดค่าต่างๆในร่างกายเขาไว้เพื่อบันทึก การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในรอบเวลาในหนึ่งวันไว้ด้วย เพื่อศึกษาว่า ร่างกายเรามีนาฬิการ่างกายจริงหรือไม่ และมันเดินคงที่หรือไม่ น่าประหลาดว่า ร่างกายเขาไม่ได้หลงเวลา ร่างกายยังทำตัวเหมือนว่าหนึ่งวันมียี่สิบสี่ชั่วโมง ร่างกายโดยอัตตโนมัติ ยังคงทำงานตามรอบของมัน ปล่อยน้ำย่อย ผลิตสารต่างๆ ตามแผนเวลาปกติเหมือนยามที่เขาอยู่บนดิน มีแสงแดด และรู้เวลา..เขายังคงตื่นนอนเฉลี่ย สิบหกชั่วโมง และนอน แปดชั่วโมง รอบเวลาหนึ่งวันที่ร่างกายเขาทำงาน ผิดเพี้ยนไปไม่เกิดครึ่งชี่วโมงต่อวัน นั่นคือร่างกายเขา แต่ในหัว เขาสับสนเรื่องเวลาอยู่ตลอด 14 กันยายน ปีเดียวกัน เขาถูกนำขึ้นมาจากใต้ดิน เขาบันทึกไว้ว่า วันที่คนนำเขาขึ้จากใต้ดินคือวันที่ 20 สิงหาคม ซึ่งแสดงว่าเขานับเวลา ช้า ไปกว่าจริงราวๆ ยีสิบห้าวัน (จากประมาณหกสิบวัน) ต่อมาในปี 2515 เขาทำการทดลองซ้ำอีกที คราวนี้เขาตั้งเป้าจะอยู่ใต้ดินนาน 205 วัน โดยมีองค์กรนาซ่า เป็นหน่วยวิจัย และเมื่อการทดลองจบลง เขานับวันหายไปถึงหกสิบวัน มีคนทดลองอีกหลายคน และได้ผลคล้ายๆกัน สามารถสรุปเป็นข้อสังเกตุได้ว่า เมื่อคนเราอยู่ใต้ดิน มืด ไร้เครื่องบอกเวลา ไร้สิ่งให้จังหวะ ในตอนแรกร่างกายจะเริ่มปรับตัว จากนั้นจะอยู่ในวงจรวันที่มีความยาวค่าหนึ่ง ซึ่งมักจะยาวกว่าวันหนึ่งจริงๆเล็กน้อย ตั้งแต่ยี่สิบสี่ชั่วโมงกว่าๆ จนยี่สิบหกชั่วโมง เมื่อร่างกายปรับตัวแล้ว ร่างกายจะคงรักษาจังหวะหนึ่งวัน (ที่ร่างการทำสิ่งต่างๆเช่นการควบคุมฮอร์โมน การปรับความดันเลือด) ไว้คงที่ได้ดีเลิศ ในระดับผิดพลาดเพียงไม่กี่นาทีต่อหนึ่งรอบวันนั้นๆ แต่แม้ว่าร่างกายจะทำงานคงที่ แต่เวลาในหัวของเขากลับไม่แน่นอน ยาวสั้นบอกไม่ได้ เขาสับสนว่าเขาอยู่ในชั่วโมงไหนของวัน เขาสงสัยและไม่มั่นใจว่า ตั้งแต่เขาตื่นจนเริ่มทานช้าว มันผ่านไปสิบนาที หรือ ครึ่งชั่วโมง….นั้นคือเวลาในหัว มันไม่ทำงานเป็นอันเดียวกับ เวลาร่างกาย หรือ เวลานาฬิกา… เเวลาอิงกับการเคลื่อนไหว เวลาร่างกายขึ้นกับการสั่งงานจากระบบประสาท สมอง ด้วยตารางการสั่งงานที่แม่นยำ แต่ในขณะเดียวกัน เวลาในความคิดนั้นกลับไม่แม่นยำ มันขึ้นกับบางสิ่งบางอย่าง สิ่งนั้นคือ “การเคลื่อนไหว” หรือ “การมีอะไรเกิดขึ้นให้เห็น” ถ้าเราอยู่ในที่ๆไม่มีอะไรเคลื่อนไหว (แม้กระทั่งร่างกายเราเอง เช่นการกระดิกนิ้วเป็นจังหวะ) เราจะเริ่มนับเวลาไม่ถูก เพราะไม่มีอะไรมาอ้างอิง เรารู้ว่า เราใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการหุงข้าว สิบนาทีในการเจียวไข่ เพราะเราอ้างอิงการเคลื่อนไหวในกิจกรรมนั้นๆเทียบกับเวลาของนาฬิกา เมื่อเราทำไข่เจียวในครั้งต่อไป เราก็จะประมาณเวลาได้ เนื่องจากเราเห็นการเคลื่อนไหวของเราในการทำ และ เทียบเคียงกับความทรงจำในเวลานาฬิกาที่ใช้ไป.. หากแต่ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหว เราอยู่นิ่งๆ เราจะไม่มีอะไรแสดงการผ่านไปของกิจกรรม เราเทียบเคียงกับคลังความจำไม่ได้ ดังนั้นเราจึงบอกเวลาคลาดเคลื่อน… เมืออยู่ในสมาธิ เวลาจึงผ่านไปเร็ว วงจรเวลาของแต่ละคนไม่เหมือนกันขึ้นกับพันธุกรรม และ พฤติกรรมซ้ำๆ คนที่นอนดึกตื่นสาย มักเกิดจากร่างกายมีโปรแกรมอย่างนั้น ดังนั้นเราจึงต้องทำใจยอมรับว่า บางคนเป็นนกฮูก (นอนดึกตื่นสาย) บางคนเป็นนกกระจอก (นอนไว้ตื่นเช้า) ดังนั้นบางคนจึงตื่นยาก มันฝืนร่างกายเหลือเกิน หรือ บางคนทำงานกลางคืนได้ดีกว่ากลางวัน ลองสำรวจวงจรดู คุณอาจเป็นพันธ์นกฮูก (และนั่นเปลี่ยนยากมาก) นาฬิการร่างกายอยู่ที่ไหน..อยู่ในเซลทุกเซลล์ เหมือนทุกเซลล์มีนาฬิกาทราย เมื่อครบรอบก็คว่ำใหม่ สลับไปมาไม่หยุด ตับสามารถแลกเปลี่ยนข้อมู่ลเวลากับอวัยวะอื่นได้ด้วย เป็นไปได้เพียงนั้น แต่ถ้าทุกเซลล์มีนาฬิกา แน่นอนมันต้องมีวันเดินเพี้ยนจากกัน แล้วเกิดอะไรขึ้นเมื่อมันเพี้ยนกัน ร่างกายไม่งงแย่รึ แต่เรื่องนี้็ธรรมชาติก็ได้คิดไว้แล้ว และให้เราทุกคนมีนาฬิกากลางไว้คนละเครื่อง เรามีนาฬิกากลางอยู่คนละอัน อยู่เหนือสันจมูก ลึกลงไปในสมองของเรา มันทำหน้าที่ รีเซต นาฬิกาย่อยๆในเซลล์ครับ แล้วมันเซตได้อย่างไรล่ะ ในรอบหนึ่งของวัน ประมาณยี่สิบสี่ขั่วโมงแตกต่างกันไปตามบุคคล ไม่เกินครึ่งชั่วโมง และ รอบนี้จะคงที่สำหรับคนๆหนึ่งตลอดอายุขัย ผิดเพี้ยนในหลักนาทีเท่านั้น ที่น่าทึ่งคือแม้เราตายแล้ว นาฬิการ่างกายยังคงทำงานต่อไปได้อีกระยะ แม้ว่ารอบของเราจะยาวกว่าวันจริง ไม่เป็นปัญหา ทุกเช้า เราจะเซตนาฬิกาใหม่ ขึ้นรอบใหม่ได้ ด้วย..แสงแดด เมื่อนาฬิกากลางที่อยู่บริเวณลึกลงไปในสมอง แถวๆเหนือสันจมูกต่อเนื่องกับหนังตา ได้รับแสงแดด มันจะเริ่มกระตุ้นการทำงานของนาฬิกากลางให้เริ่มวงจรวันใหม่ของร่างกาย…. เวลาที่สมองทำงานแก้ปัญหาได้ดีคือช่วงสิบโมงกว่าๆ เวลาบ่ายๆ เป้นเวลาเหมาะสำหรับงานรูทีนที่ไม่ต้องใช้ความคิดมากนัก การนอนหลังอาหารสักสิบนาที ช่วยให้การทำงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เวลาที่เหมาะจะมีเซกส์คือช่วงเช้า (แต่คนเรามักมีตอนกลางคืน) ห้าโมงเย็นเหมาะที่จะออกกำลังกายย
เวลาที่หยุดนิ่ง HM เป็นผู้ป่วยในอเมริกา นักวิทยาศาสตร์บันทึกทดลองอาการของเขาต่อเนื่องนานหลายปี เขาไม่มีความจำ ถ้าคุณเจอเขา แล้วออกจากห้องไปห้านาที เมื่อกลับเข้ามาใหม่ เขาจำคุณไม่ได้ และทักทายคุณเหมือนไม่เคยเจอกันมาก่อน สิ่งที่เขาได้ยิน ที่เขาพูด เมื่อผ่านไปสองสามนาที เขาก็ลืมหมด..แต่ความสมัยเด็กยังมี เขามีความจำจนถึงเวลาอายุหนึ่ง จากนั้นก็ขาดหายไป เขาใช้ชีวิตแค่ในปัจจุบันล้วนๆ อดีตและอนาคตไม่มีค่าหรือความหมายใดๆสำหรับเขา คนทั่วไปมองชีวิตเหมือนหนัง คือมีแผ่นฟิลมต่อนต้น ตอนนี้ และตอนต่อไป ต่อเนื่องกันไป แต่สำหรับเขา ชีวิตเหมือนแผ่นฟิลม์ที่สะเปะสะปะ เป้นชิ้นๆ ไม่ต่อเนื่อง สำหรับเขา ทุกๆขณะ มีความรู้สึกเหมือน “พึ่งตื่นจากฝัน” เสมอ…เขานับเวลาได้ไม่เกินยี่สิบวินาที หรือ สามสี่อึดใจ สำหรับเขา คอนเซปเรื่องเวลาเป้นเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ…เขาผ่าตัดสมองและไปกระทบกับส่วนที่ควบคุมเรื่องความจำ..จึงเป็นเช่นนี้ อะไรคืออดีต ปัจจุบันยาวนาวเท่าไหร่ วินาที นาที หรือ เท่าไหร่ อนาคตต่อกับอดีต ตรงปัจจุบัน ปัญหาคือ ปัจจุบันนั้นกินเวลาเท่าไหร่ อะไรคืออะตอมของเวลา สวัสดี October 17 ไทเกอร์เบเบี้
วันก่อนเจอเพื่อนเซนต์ ไม่เจอมาหลายสิบปี เจอเพราะการเตะบอลนั้นเอง..ดูหน้าตาแล้วก็ไม่เปลี่ยนไปมาก จากสมัยเป็นลูกเสือ ตอนนี้เป็นพ่อเสือกันหมดแล้ว..อิอิ เลยเอารูปมาโพส ย้ำเตือนอดีต ว่านานแล้วจริงๆ อิอิ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นลูกเสือนะ ไม่รู้ยังมีเรียนไหม หรือว่าเขาเลิกกันแล้ว เห็น Strangeloop ไหมครับนั่งไหน.. อิอิ สวัสดี October 14 คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบไฟดับ อ้าว หมดกัน ร้อน ทำงานก็ไม่ได้..เห้อ เหงื่อเริ่มหยด.. ร้อน
************************
จดจ่อแน่วแน่ รู้เนื้อรู้ตัว มีสตินั้น ต้องมีความตั้งใจแน่วแน่แค่ไหน เปรียบเสมือนเราอยู่กลางทะเล มีมือที่มองไม่เห็นกดหัวเราจมน้ำ ขาดอากาศ ทุรนทุราย ความแน่วแน่ ความตั้งใจ ในการโงหัวขึ้นเพื่อหายใจ มีเท่าไหร่ ก็เท่านั้นแหละ ที่ใช้ในการดำรงสติในทุกขณะ ที่ว่ายากคือเท่านี้ ที่ว่าง่ายก็คือเท่านี้ เมื่อมีสติเห็นความคิด อะไรเปลี่ยนแปลง
ความคิดเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม ความคิดทุกความคิดล้วนมิใช่ของๆเรา ความจำคือชุดข้อมูลที่สมองบันทึกด้วยเคมีในหัว
ทดสอบ เดจาวู
ถ้าโลกเพิ่งมีเมื่อห้านาทีก่อนนี้ละ
ถ้าโลกเกิดขึ้นทุกขณะจิตล่ะ ..ดับ ตามชอยส์แต่ละชอยส์ที่เราและคนทั้งโลกเลือกในแต่ละขณะ สมองก็เป็นแค่เครื่องมือหลอกเรา.. บ้า
ถ้าเราสามารถไปอยู่ในร่างคนอื่นได้ล่ะ คนตาย ร่างกายหยุด สิ่งที่ไม่เคลื่อน แต่ไม่นิ่ง เมือนำคลื่นเสียงมากระทบทรายที่โรยเป็นบางๆบนโต๊ะ
ถ้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาพบว่า ชีวิตจะยังน่ากลัว น่าทุกข์ น่าสุขไหม
ทำไมเราไม่บรรลุ ทำไม เพราะมันไม่มีอะไรให้บรรลุ เพราะมันไม่มีใครให้บรรลุ เมื่อละร่างกายและความเป็น "ฉัน" ได้ อะไรตั้งอยู่อะไรดับ อะไรที่รู้ว่า อะไรดับและอะไรตั้งอยู่
อะไรละ ที่ "ละ" ตัวฉัน ละ แล้ว ต้อง "ทำเอง"
นกรู้ได้อย่างไร ว่าต้องบินตามคลื่นแม่เหล็ก ************************* ยังไม่มา ดับนานเชียว ไฟดับ คอมดับ เลยฟุ้งซ่าน... คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ Watch Sand Pattern resulting from sound at below address http://www.youtube.com/watch?v=EQPMhwuYMy4&feature=related Watch ปลาหมึกแปลงกาย ตามลิงก์ข้างล่าง http://www.youtube.com/watch?v=ckP8msIgMYE สวัสดี September 29 Moon River & Audrey's beautiful eyes
Two drifters off to see the world. คู่สอง ลอยล่อง ตามชะตา ออกตามหา โลกแท้ ที่มีหลายใบ…
Moon River, wider than a mile, Oh, dream maker, you heart breaker, Two drifters off to see the world. We're after the same rainbow's end--
ฟังได้ที่หน้าหลักนะครับ
"Moon River" เป็นเพลงธีมประกอบภาพยนต์เรื่อง Breakfast at Tiffany's ในปี คศ 1961 ซึ่งในภาพยนต์ร้องโดยดาราสาว ที่ดวงตาสวยที่สุด ออเดรย์ แฮปเปิ้ล ได้ดูแล้ว เป็นหนังที่ล้ำยุคมาก ว่าด้วยเรื่องคนรุ่นใหม่ค้นหาความหมายชีวิตในเมืองใหญ่..ใครไม่เคยดูและเป็นคอหน้ง แนะนำให้หามาดู โดยเฉพาะคนที่ชอบ วิโนน่า ไรเดอร์ อยากให้เห็นออเดรย์ ในเรื่องนี้ คล้ายกันมาก เป็นเพลงที่ถูกนำมาขับร้องใหม่หลายสิบหน ทั้งนักร้องดังๆ อย่าง แอนดี้ วิลเลี่ยม แฟรค์ ซินาตร้า หลุยส์ อาร์มสตรอง และอีกมากมาย เวอร์ชั่นที่นำมาแปะไว้ในเสปซนี้ เป็นเวอร์ชั่นของ นักร้องสาว ono lisa ซึ่งนำมาขับร้องแบบแจสเล็กน้อย
เนื้อโดย Johnny Mercer ทำนองโดย Henry Mancini ผมชอบเนื้อเพลงนะ ฟังแล้วมัน ทั้งเวิ้งว้าง ทั้งสัจธรรม สวัสดี September 23 Bun Bo Hua อ่านว่า บุ๋นบ่อห้วยอย่าเพิ่งเบื่อ เวียดนามนะครับ..
ที่นี่นิยมเป็ดพอสมควร มีเป็ดย่างขายเยอะ รสชาติคล้ายบ้านเราเป็นที่สุด แต่เขาจะหั่นชิ้นหนา เคี้ยวแล้วเหลิงปากมาก วันก่อนเจอร้านขายหมี่ (เหลือง) หมุแดง บวก เกี๊ยว แล้ว อยู่ไม่ไกลจากตลาด เบียนต่าน บนถนน เลอทันทอน นัก ล่อไปสองชาม
อันนี้ทานบ่อยๆ เป็นหมี่น้ำของเขา เรียกว่า หมี่น้ำเนื้อ บุ๋นบ่อห้วย รสชาติคล้ายๆเส้นสดของเรา แต่น้ำซุปเขาไม่มีเลือด ออกใสๆ มีรสต้มยำเล็กน้อย เวลาทานบีบมะนาว เติมผัก และเติมพริกตามใจชอบ อ่อ แล้วเอาเข้าปากด้วยนะ รสชาติต่างจากเฝอนะครับ ส่วนเฝอนั้น ถ้าให้ดีทานร้าน pho24 ก็อร่อยครับ มีทั่วเมือง
กลยุทธ์การตลาด..มีพริตตี้มาเชิญชวนเข้าร้านอาหารด้วย..วันนั้นไม่ได้กินอิอิ
อันนี้คือเกี๊ยวครับ ของโปรด โชคดีมีขาย
ร้านหนังสือมือสอง ไว้ซื้อพวกแมกกาซีนที่ชอบ ราคาถูกดี นิตยสารแบบพวก Scientific America, Harper, Wired ก็มี เพิ่งหาเจอร้านเดียว แถมมีแนว non fiction ไม่มาก สู้ที่ฮานอยไม่ได้ ที่นั้นเคยเจอร้านที่ชาวอังกฤษเป็นเจ้าของ..
ร้านหนังสือในดิสทริคห้า ใหญ่โต แต่มีภาษาอังกฤษน้อย
นี่ก็ดีสทริคห้า ร้านหน้ามหาลัย ขายหนังสือตำราซะส่วนมาก สังเกตที่จอดรถนะครับ..
ขนมครกหน้ากุ้ง เห้ออ ทั้งหอม ทั้งอร่อย วันนั้นเตะบอลเพิ่งเลิก เดินเล่นแถวๆสนามบอลเลยเจอ
โบสถ์บนถนนมุ่งสู่ดิสทริคสาม อัลฟ่า โอเมก้าอีกแล้ว
อันนี้เมืองไทย เพิ่งไปทานมา เกม เมืองไทย อร่อยใช่หยอก ติดใจกลองที่หนุ่มใส่แว่นตี มันแปลกดี เรียกว่าอะไรหนอ สวัสดี September 18 เครื่องดื่มชูกำลัง?
อันไหนชูใจ ปิติ มานะ มากกว่ากัน
เสือแดง รสชาติคล้ายกระทิงแดงผสมมะนาว ชูใจ ให้หายเหนื่อย หลังเล่นกีฬากลางแดด ไซ่ง่อนเบียร์ เขากินใส่น้ำแข็งกัน ก้อนสี่เหลี่ยมใหญ่เกือบเท่าปากแก้ว เบียร์รินแล้วจึงใส ทานได้เรื่อยๆ ทานไปไม่ถึงเท่าไหร่ พนักงานก็จะมาคีบน้ำแข็งที่ละลายไปบ้างออก แล้วเปลี่ยนก้อนใหม่ให้ เรียกว่า ก้อนเล็กไม่ได้ เขาไม่ยอม ชูใจ ให้บทสนทนาระหว่างมื้อ คล่องแคล่ว สนุกสนาน
กาแฟเวียดนาม รสขมเข้ม ผสม นมข้น คล้ายกาแฟเย็นบ้านเรา แต่ปริมาณน้อยกว่ากันครึ่งต่อครึ่ง ในขณะที่เอฟเฟค แรงกว่าเราสองเท่า ชูใจ ให้ เต้นเร็ว ตาค้าง
อันนี้ไม่รู้ชูใจหรือเปล่า สวัสดี September 15 เมื่อสี่เต่าทองกลับมารวมตัวอีกครั้งในปี สองพันเก้า
สวัสดี September 07 แปดต่อศูนย์ ก็ยังยิ้มระรื่นในที่สุดก็มาถึงบางอ๋อ ถึงว่าทำไมหลังบ้านเขา เอาน้ำออกจนแห้งในคราวก่อน ก็เขาทำเป็นบ่อตกปลานั่นเอง..ซวยแระ ทีนี้ก็จะมีคนมาทำบาปที่หลังบ้านทุกวัน แย่จริง เดินทางไปกลับไม่ลำบากมากนัก กรุงเทพ โฮจิมินห์ สงสัยจะไปๆมาๆบ่อยเสียตังค์มากขึ้นแหงเรา.. เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาก็กลับมากรุงเทพ เวลาน้อยจัด กิจกรรมหนาตา ทำไปได้หลายเรื่อง ยิ้มดีใจเล็กน้อย ทานข้าวกับน้องกับหลาน กับเพื่อนที่โรงเรียน ได้นวดด้วย และ ได้ทานอาหารไทยฟิวชั่นเลิศรสกับเพื่อนต้นด้วย อร่อยดี…ขอบคุณๆ
********************* อย่างหนึ่งที่ตั้งใจมาทำคือมาเตะบอล นั่น โตจนเล่นกับหมา หมาไม่เล่นด้วยแล้ว ยังริอ่านมาเตะบอลอีก.. แต่ก็ซ้อมมาหลายครั้งแล้ว ไม่ไปเตะ จะทำให้ทีมเสียหาย เนื่องจากจำนวนนักบอลในทีมมีน้อย หายไปคน ถึงกับสั่นสะเทือนเชียวนะ ในทีมนั้น ก็มีพี่น้อง พี่เป้อ พี่เหน่ง จากเอสพีวี มีพี่สงค์ เจ้าของสนาม ขวัญ ปู ปิว (ปูสอง) จากเซนต์คาเบรียล มีโกล์คีปเปอร์ ชื่อโอ๋ เป็นน้องที่ทำงานที่สนามบอล ฝีมือดีมาก และมีพี่ธนินท์กองหน้าขาไม่วิ่ง ยิงลูกเดียวอีกคน.. เรามีชุดทีมด้วย ชื่อว่า A-Ram Boy มาจากว่า พลพรรค เป็นเด็กละแวกรามคำแหงซะส่วนใหญ่
วันนี้เป็นวันแรกที่มีแข่งลีกจ์ มีหกทีม เราแข่งคู่ที่สอง ก่อนแข่งก็ถ่ายรูปหมู่ไว้ (ขาดท่านสงค์ไป .. สงสัยกำลัง เก็บเงินลูกค้ารายอื่น)
ตามโปรแกรมแข่งคู่ที่สอง ระหว่างรอ ก็ลงวิ่งส่งลูกซ้อมกัน ซ้อมได้ห้านาทีก็พร้อมใจกันพอ..กลัวหมดแรงหน่ะ ไม่ใช่คล่องแล้วหรอก ทีมที่เจอชื่อว่า กรีน อะไรซักอย่าง โห อายุเฉลี่ยยี่สิบกว่า มีบางคนเท่านั้นที่สามสิบกว่า เวลาแข่งจะมีแบนสี รัดที่แขน บอกอายุ อย่างสีเขียวก็ อายุสามสิบอัพ สีแดงสี่สิบอัพ ทีมผม แดงล้วนทั้งทีมครับ ส่วนคู่แข่ง ไม่มีสีเลย (มีคนเดียวกระมังที่สีเขียว) แข่งสามควอเตอร์ ควอเตอร์ละสิบห้านาที พักห้านาที ก็น่าชื่นใจ แก่ๆ ก็วิ่งจน่ครบกันได้นะครับ แม้ว่าผลจะออกมาแพ้กินไข่อิ่มหนำ แปดศูนย์ (ครับ ไม่ผิดครับ ควอเตอร์แรก สอง ควอรเตอร์สอง อีกสอง ควอเตอร์ท้าย หมดใจ..อีกสี่) แต่ก็ชื่นมื่นกันนะครับ เพราะรู้อยู่ว่าทีมที่แข่งนั้นเป็นเต็งหนึ่ง ..หุหุ..ตอนนี้ก็คงหวังว่าจะได้ชนะทีมเดียวก็พอ..ทีมเข้าท่า..ซึ่งอายุอานามสูสีเร้าใจกันหน่อยย..เสี่ยโอ๊ค ระวังเด้อ…อิอิ จบเกม ก็จบกันเสียที่ไหน จากนั้น ก็นั่งทานอะไรกันนิดหน่อย มีน้องพริตตี้สี่ห้าคนมาบริการอาหารด้วยนะครับ เขาจัดมา…นัดหน้าคงได้แก้ตัวใหม่.. อารามบอย.. เคยเขียนเรื่องเตะบอลไว้ครั้งแล้วนะครับหลายเดือนก่อน..ไม่เล่าเรื่องสถานที่ซ้ำแล้วกันครับ
สวัสดี August 29 ในโฮจิมินห์ มีร้านเกม กาแฟ หางวัว
อากาศร้อน เดินไปไหนมาไหน ก็เหงื่อแตก เริ่มชินกับอากาศหนืดๆที่นี่บ้างแล้ว ทำงานครึ่งวันวันเสาร์ พอเที่ยงก็ออกไปหาอะไรทานในเมือง ฟ้าครึ้ม แต่ก็มีแดด เอ๊ะ แปลกดี ฝนพรำๆหงิมๆ แต่อากาศก็ยังร้อนมากๆเดินเที่ยวสักพักก็ไม่ไหว ต้องหยุดพัก แลเห็น ก็เลยแวะเข้าร้านขายเกม ร้านดูสวยดีนะครับ อยู่บนถนน เหงียน ห้วย ซึ่งเป็นถนนใหญ่ผ่ากลางเมืองไปยังพระราชวัง
ร้านขายเกมนี้ไม่ใช่เกมส์นะครับ แต่เป็น เกม KEM ในภาษาเวียดนาม ซึ่งก็คือไอศกรีมนั่นแหละ วันนี้ทางร้านแนะนำให้ลอง KEM Romantic Day แหมมาคนเดียวนะเนี่ยจะโรมันติก คาทอลิกได้ไงล่ะ แต่ก็เชื่อฟังคนขายดี (เพราะพูดจากันลำบาก) พยักหน้าว่ามาเลยๆ รสแมงโก้ และ สตอเบอรี่ ราดด้วยผง (เกล็ด)ช้อกโกแลต สนนราคาก็เก้าสิบบาทเงินไทย..จะอร่อยหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คืออย่างน้อยๆได้นั่งพักในร้านหลบแดดจ้าๆให้หายเหนียวตัวได้แน่นอน ไม่ถึงห้านาที เกมก็จบลง รสชาติดีนะครับ เหมือนไอติมโบราณ.. จากนั้นผมก็เดินตะลอนในเมืองกันต่อไป..ที่ที่ช้อปปิ้งใจกลางเมืองนั้นเรียกว่า ดิสทริกวัน District 1 รอบๆก็จะมี ทูทรีโฟร์ไปเรื่อยๆ นะครับ เมืองโฮจิมินห์ก็ใหญ่พอสมควร แม้จะไม่เท่ากรุงเทพฝั่งธน แต่ก็เดินไม่ไหวแน่ ต้องพึ่งบริการรถแทกซี่หรือมองเตอร์ไซด์ ที่เขาเรียกว่า เซออม (XEOM) พวกมอร์เตอร์ไซด์นี้แหละจะพูดอังกฤษแบบงูๆปลาๆได้ ส่วนมากก็สามารถแนะนำที่ท่องเที่ยวแบบไม่เป็นทางการให้นักท่องเที่ยวได้นะครับ วันก่อนไปดิสทริคห้า และ สิบ มาแล้ว ซึ่งเป็นเมืองค่อนข้างทันสมัย (แต่ก็ห่างบ้านเรากว่าสิบปีแน่นอน) วันนี้กระแดะเดินไป ดิสทริคสี่ครับ ผมเรียกมันว่า ย่านวรจักร เพราะคล้ายๆกัน มีร้านขายเครื่องจักรมากมาย และสภาพบ้านเรือนก็เก่าแก่แออัด ที่นี่ไม่ดีอย่างนะครับ คืออากาศมีฝุ่นละอองเยอะ ขยะก็มาก คนทิ้งกันแบบไม่มีน้ำหูน้ำตา ทิ้งรกมากครับ.. ย่านนี้ไม่ค่อยมีที่ให้เที่ยวนัก แต่ก็ยังได้นั่งลิ้มรสกาแฟเวียดนามได้อีกครับ กาแฟร้อนนมข้นครับ หน้าตาก็เป็นแก้วด้านล่าง ด้านบนเป็นกาแฟผงใส่น้ำร้อน ค่อยๆผ่านตัวกรองในกระปุกอลูมิเนียม ด้านล่างกระปุกมีรูให้น้ำกาแฟค่อยๆหยดลงแก้ว ต้องรอราวๆสามสี่นาทีกว่าจะลงไปหมด พอหมดก็เอาไอ้แก้วเหล็กด้านบนออก คนๆๆๆๆ กับนมข้น ทานได้ แต่อย่าดื่มซดนะครับ กาแฟแรงมาก ขอบอก ซ่าลิ้น และทำให้ตาลุกโพลง หัวใจเต้นเร็วโดยพลัน ร้านที่โฮจิมินห์นี้ดีอย่างคือส่วนมากมีไวไฟให้ใช้ฟรีๆครับ จิบกาแฟ เข้าเนตเช็คข่าวเสื้อแดงเลื่อนชุมนุมได้เลยครับ..อิอิ จากนั้นก็เดินกลับย่านดิสทริคหนึ่ง ระหว่างทางผ่านโบสถ์และ สะพานข้ามแม่น้ำ เก็บภาพมาหลายอยู่ แทงค์น้ำกลางเมือง โบสถ์ และรูปปั้นสีฟ้า..แปลกดี ตอนที่ไปนั้นเขายืนสวดกันอยู่เลยไม่ได้เก็บภาพด้านใน รบกวนสมาธิเขานะครับ
จากนั้นก็นั่งแทกซี่ไปร้านอาหารอิตาเลี่ยน ชื่ออ่านยาก อยู่แถวๆ วงเวียนสถานีรถบัส ผมหิวก็เลยล่อ อาหารไปอีกสองจาน ไม่ได้ถ่ายจานแรกไว้ เป็นซุปหอมฝรั่งเศส ส่วนที่เห็นนี้นี่เป็นสตูว์หางวัวครับ อร่อยดี ขนมปังแข็งแบบยุโรป ถ้าใครเคยทานภัตตาคารสีลม ก็คล้ายๆกันนั่นละครับ ร้านนี้คนเยอะนะครับ ท่าทางยอดนิยม สนนราคาก็ตกประมาณสี่ร้อยกว่าบาท แพงอยู่ … พอแล้ว มีแต่เรื่องกิน เดี๋ยวจะหายว่า ตามใจปากเกิน..อิอิ หิวกันหรือเปล่า สวัสดี August 27 คิดถึงกันบ้างไหม E42August 21 อ่านเจอมา
สำหรับคนที่กำลังเบื่อ หมองหม่น… There is no sun without shadow and it is essential to know the night. In the depth of winter, I finally learned that within me there lay an invisible summer. Albert Camus ชีวิตย่อมมีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง รู้จักด้านมืดจึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิต มีเพียงเมื่อยามชีวิตตกอยู่ในห้วงเหมันต์อันหนาวเหน็บ เราจึงประจักษ์แจ้งว่า ยังมีแสงแดดที่ไม่มีวันมอด ของคิมหันต์ฤดูอยู่ภายใน อัลเบิร์ท คามุส
สำหรับคนที่กำลังโกรธ… Holding on to anger is like grasping a hot coal with the intent of throwing it at someone else; You are the one who get burns. Siddhartha Gautama Buddha ความโกรธขึ้งเปรียบได้กับ คนที่ต้องการจะฉวยเอาถ่านร้อนๆไว้ในมือเพื่อปาใส่ยังผู้อื่น. หากแต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ปานั้นเองต่างหาก ที่เป็นคนที่โดนถ่านไหม้มือก่อนผู้ใด พระพุทธวจนะ
สวัสดี August 19 รูดำแรงดึงดูดในอวกาศมีจริง และ มีตลอดเวลา แรงหรือเบา ขึ้นกับระยะห่างของ สิ่งสองสิ่งนั้น และ ขึ้นกับขนาดมวลของทั้งสอง ในกรณีของคน แรงดึงดูดที่เกิดขึ้นระหว่างโลกกับตัวเรา ทำให้เรารู้สึกมีน้ำหนัก ทำให้เราเหนื่อยเมื่อต้องก้าวขาเหี่ยวๆ ขึ้นบันได เพื่อเอาชนะแรงดึงดูดของโลก.. แรงดึงดูดนี้ ไม่มีสิ้นสุด แม้ว่าเราจะอยู่ห่างโลกออกไปเป็นล้านๆปีแสงก็ตาม แรงดึงดูดระหว่างกัน ก็ยังคงอยู่ แต่มีค่าน้อยลงๆๆๆๆ ตามระยะทางที่ห่างไกล เมื่อคำนึงถึงความจริงข้อนี้ เราอาจกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งในจักรวาลล้วนเชื่อมโยงกันด้วยแรงชนิดนี้ ตลอดเวลา และ ตลอดไป...เราเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสิ่ง.. แรงดึงดูดของโลกกับตัวเรานี้ ทำงานดี ทำให้เราไม่หลุดลอยออกไปยังอวกาศ เรารู้สึกว่าแรงนี้มีค่าสูง (นึกถึงตอนเดินขึ้นเขาเอาชนะแรงดึงดูด) แต่ถ้าเทียบกับแรงอื่นๆตามธรรมชาติ จะเห็นว่า แรงดึงดูดนี้มีค่าน้อยมาก.. ถ้าเราผูกมวลไว้กับเชือกห้อยลงมาในแนวดิ่ง ถ้ามวลนั้นเป็นโลหะ ลองนำแม่เหล็กมาวางใกล้ๆ ลูกโลหะจะถูกดูดหรือดัน เห็นได้ชัด เมื่อเรายืนที่ผิวของโลก ระยะทางเฉลี่ยระหว่างเรากับโลกมีค่าๆหนึ่ง..ถ้าจินตนาการว่าเราบีบโลกให้เล็กลงๆๆๆ แต่ให้มวลเท่าเดิม (คือความหนาแน่นจะสูงขึ้น) เราจะห่างโลกน้อยลง..ระยะห่างน้อยลง..มวลสองชิ้นยังเหมือนเดิม แรงดึงดูดก็จะมากขึ้น แรงดึงดูดนี้เราเอาชนะได้ เช่นเวลาเราโยนก้อนหินขึ้นฟ้า มันย่อมตกลงมา เพราะแรงที่เราใส่ไป (เทียบได้กับความเร็วหินตอนเริ่มปา) ไม่พอชนะแรงดึงดูดของโลก แต่ถ้า เราใช้แรงมากๆๆ ทำให้ความเร็วต้นสูงๆๆ ก็อาจชนะได้ แล้วหินที่เราปาก็จะหลุดออกนอกโลกในที่สุด กรณีนี้ประยุกต์มาเป็นการส่งจรวดออกนอกโลก..แรงที่เราต้องใช้นั้น ต้องแรงพอที่จะทำให้ความเร็วต้นของจรวด ไม่น้อยกว่า 2500 ไมล์ต่อชั่วโมง แรงดึงดูดนั้นดูดไม่เฉพาะของที่เราคุ้นเคย แสง มันก็ดูดได้ ลองคิดดู เราเห็นดาวได้เนื่องจากแสงตกกระทบ และ สะท้อนออกมา วิ่งเข้าตาเรา แสงนั้นมีความเร็ว 186,000 ไมล์ต่อชั่วโมง วาว เยอะนะ ดังนั้นถ้าแรงดึงดูดจะดูดแสงกระทบไว้ มันต้องมีมวลสูงมากจนชนะความเร็วของแสง หลุมดำคือวัตถุในอวกาศที่มีมวลมหาศาลและ มีขนาดหดเล็กลง จนมีความหนาแน่นสูงมากๆ ความหนาแน่นสูง มวลสูง...ทำให้แรงดึงดูดมีค่ามากมาย จนดูดทุกสิ่งไว้ ไม่ปล่อยออกมา แม้แต่แสงที่มาตกกระทบ..มันเลยดำ..
หลุมดำอาจเกิดจากดาวฤกษ์ (เช่นดวงอาทิตย์) ทีมีขนาดและมวลที่เหมาะสม..ในกรณีดวงอาทิตย์นั้น เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อพลังงานเริ่มหมด ดาวจะคอลแลปลง ดาวจะหดขนาดลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็น ดาวแคระขาว แต่มันไม่หดจนพอจะมีแรงมากจนเป็นหลุมดำได้ แต่ถ้าดาวนั้นมีขนาดใหญ่กว่าราวๆห้าเท่า การหดนั้นจะไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งดาวมีขนาดเล็กมากๆ อาจเล็กเท่าเม็ดถั่ว (nutshell) และมีแรงดึงดูดสูงมากจนแม้กระทั่งแสงที่วิ่งมาตกกระทบก็ไม่สามารถสะท้อนได้ ดาวนั้นจึงดำสนิท เรียกว่า หลุมดำ ว่ากันว่า ในจักรวาลเรานี้มีหลุมดำเป็นล้านๆแห่ง...อะไรที่เข้าเขตดูดของมัน ไม่มีวันหลุดรอดออกมาได้อีก..ราวกับเป็นเครื่องดูดฝุ่นจิ๋วในจักรวาล ทั่วไปหมด..บางคนเชื่อว่า อีกด้านของหลุมดำ คือ จักรวาลคู่ขนาน.... อีกแนวก็เป็นรูหนอน ข้ามกาลเวลา ดังรูป (มีต่อ..เมื่อไหร่หนอ) สวัสดี August 18 เลจ๋าย แปลว่า เลี้ยวซ้ายมาถึงสนามบินหกโมงนิดๆ มาเช้าเพื่อจะได้รู้ว่า ดูเวลาผิดไฟล์ท 555 เลขาจองการบินไทย แต่ เราไปนึกว่าเป็นแอร์เอเชีย เลยมาเร็วเชียว ไม่เป็นไร มีเวลาก็เดินท่อมๆในสุวรรณภูมิเล่น เป็นสนามบินที่ดูเหมือนยังสร้างไม่เสร็จเสียที มากี่ทีกี่ที ก็นึกในใจว่า มันสวยตรงไหนหว่า ไอ้การไม่ทาสีผนังปูนเนี่ย.. บินขึ้นฟ้า ชอบมองตอนไต่ระดับ กับ ลดระดับ เมฆจะสวยพอดี แลเห็นพื้นดินเป็นฉากหลัง… โฮจิมินท์มีแม่น้ำสายหลัก คือ แม่น้ำไส้ง่อน คดเคี้ยวเป็นงูเชียว..เมฆวันนี้เป็นปุยเล็กๆๆ เต็มไปหมด ดูนานๆ เหมือนสวรรค์ที่เขาว่ากันนะ..สวย ดั่งสวรรค์ แม่น้ำไซ่ง่อน มาทำงานหลายเดือนก็ต้องหาที่พักที่ไม่ใช่โรงแรม ถ้าพักโรงแรมตลอด จะหมดงบโดยเร็ว เราเลยไปติดต่อเช่าคอนโด เขาเรียกคอนโด แต่สภาพประมาณแฟลตบ้านเรานะครับ ตึกที่เราไปเช่านั้นอยู่ใกล้ที่ทำงาน ประมาณว่าเดินไปได้เลย เพือจะตัดปัญหาการเดินทางด้วยรถไปในตัว ห้องหับก็โอเคนะครับ ใหญ่กว่าห้องมาตรฐานบ้านเรา ห้องที่ผมอยู่มีสองห้องนอน และมีส่วนกลาง มีครัวเล็กๆด้วย สนนราคาก็ไม่ถูกนะครับ สี่ร้อยห้าสิบดอลล่าร์ต่อเดือน ..ยังไม่รวมน้ำไฟ อินเตอร์เนต… ดูมาหลายที่นะครับ ที่นี่ดูดีหน่อย
คอนโดที่พัก ชื่อ แอน ฟุ๊ค ก็พอได้ครับ กะทัดรัด ดี ที่ทำงานก็ไม่ใช่ออฟฟิศมาตรฐาน เช่าตึกแถวมาทำออฟฟิศครับ เวียดนามเขาจัดการให้ ก็โอเคนะครับ สะอาดสะอ้าน มีอุปกรณ์สำนักงานมาตรฐาน..ตอนเที่ยง แม่บ้านสาวสวย ก็ทำอาหารให้พวกเราทานกัน ไม่ต้องออกไปไหน สะดวกดี..เหมือนอยู่บ้านเลย..อาหารเขาก็คล้ายๆอาหารจีน แต่พรรคพวกที่มาก็พยายามสอน แอมเอ้ย ให้ทำอาหารรสจัดแบบไทยๆด้วย ที่ชอบคือ คนเวียดนามดื่มชามาก พอๆกับคนจีนเลย..หลังอาหารก็มานั่งผ่อนคลายดื่มชา..
ประทับใจวินัยคนที่นี่มาก คิวไม่มี แซงได้แซงตลอด ซื้อของที่ร้านค้าที ต้องทำใจ พี่แกแทรก แซง คิว ไม่สะทกสะท้าน สะกิดแล้ว มองกลับด้วย ว่าเห้ยยยย นี่มันปกติของที่นี่เว้ย.. ผมเปลี่ยนใจแล้ว ตอนแรกจะให้การจราจร เป็นเรื่องแย่อันดับหนึ่ง ตอนนี้ให้เรื่องคิวเป็นอันดับหนึ่งแทน.. ทำงานต่างถิ่น เหนื่อย เพราะเหมือนกับเราต้องเซทอัพหลายอย่าง ทั้งที่อยู่ ออฟฟิศ ไหนจะต้องเรียนรู้แผนที่ คำศัพท์ เพื่อให้ดำรง่ชีวิตได้อย่างปกติสุข ภาษาเวียดนามนั้นออกเสียงยากพอสมควร นอกจากมีเสียงสูงต่ำแบบเอเชียแล้ว จะมีการพ่นลมแบบฝรั่งด้วย..ตอนนี้เรียนได้ไม่กี่คำ นั่งแทกซี่ นั้นมีสามคำที่สำคัญ เลจ๋าย เลี้ยวซ้าย เลไฝ๋ เลี้ยวขวา ดีถัง ตรงไป นั่งรถที่นี่มีสองอย่างต้องทน คือ เสียงแตร กับการมั่วเลนได้ใจมาก อีกอย่างที่ต้องเรียนคือการสั่งอาหาร ไม่งั้นผอมแย่แน่..ส่วนที่มีคนถามว่า เท่าไหร่ กับ ลดได้ไหม ใช้คำว่าอะไรนัน ติดไว้ก่อน..ยังมิได้ชอปปิ้ง ตอนนี้ยังไม่ได้ไปในเมืองเลย ไว้ไปแล้วจะเล่า… แต่ได้ดูหนังแล้ว โอเค ราคาร้อยกว่าบาท เสียงในฟิลม.. อากาศร้อน ฝนนึกจะตกก็ตก แม้แดดแจ๋ แล้วตกหนักด้วยนะ..ต้องพกร่มไว้ นี่จะหาร้านตัดผมอยู่ คราวก่อนตัดที่ฮานอย ตัดข้างถนนเลยนะครับ เขาตั้งเก้าอี้เรียงบนฟุตบาท ค่าตัดสิบบาท.. แต่ที่นี่ยังไม่เห็นเลย.. สวัสดีครับ August 13 หนีตามกาลิ (เรย์) โอ
บทสนทนา ของหนุ่มสาวแปลกหน้าที่พบกันในต่างแดน
"แล้วอยู่ที่ปารีสนี่ คุณทำอะไรมั่งคะ” "ผมก็..ใช้ชีวิตไง" "อ้าว แล้วทำอะไรเล่า เวลาที่มี " "จะทำอะไรอีกเล่า เวลาที่มี แค่ใช้ชีวิต ก็แทบจะไม่เหลือแล้ว" "แล้วไม่ต้องทำงานหรือ" "ทำ ..เมื่อเงินหมด" ***************** จำเอามาจากหนังไทย หนีตามกาลิเลโอ
สวนลุม วันแม่
สวัสดี August 10 แรกเจอ ลุงโฮ
ช่วงนี้เดินทางอีกครับ งานนะครับ คราวนี้ไปโฮจิมินท์ เมืองหลวงทางตอนใต้ของประเทศ เดินทางสะดวก นั่งเครื่องบินก็ชั่วโมงนิดๆ เหมือนนั่งรถไปนิคมอยุธยา ประมาณนั้น อากาศเหมือนบ้านเรา แต่มีฝนชุก ร้อนๆๆ
จักรยานยนต์เป็นพาหนะสำคัญในโฮจิมินท์…ในเมืองมีลิมิตความเร็วที่สี่สิบห้า กม. ต่อ ชั่วโมง..น่าอึดอัดมากกก เมืองกำลังโต ก่อสร้างมากมาย
นี่เช้าวันเสาร์ รถไม่มากนัก..แต่ก็พอให้เวียนหัวได้ เขาขับกันมึนมาก ไม่มีเลน (มีเส้น) แต่ไม่สน…
ลูกศรพี่เฟดเอกซ์ ยังคงเดิม ไม่ว่าอยู่ไหน
ถนนในเมือง ย่านวันตัน district 1 มีสัญญาณไฟสำหรับรถมอไซด์ เอ๊กคลูซีสลี่..อิอิ
ลุงโฮ
ร้านนี้ขายพวกของที่ระลึกฟุตบอล
อาคารทรงแบบนี้มีทั่วเมือง
โรงมโหรสพ..แบบเวียดเวียด
โค้กเวอร์ชั่นเวียดนาม
ซ่อมกันทนโท่
แทกซี่เดินทางสะดวก โทรเรียกได้ตลอด ราคาถูกกว่าบ้านเรา แต่ขอบอก นั่งแล้วเสียว รถขับเพ่นพ่านมาก ตลาดสดถนนเลอทันทาน มีของสดมากมาย ผลไม้ก็มากมี ยังมีคนสวมหมวกงอบนะครับ
ได้เยือนโฮจิมินท์ครั้งแรก ละผมคงไปอยู่ราวๆสี่ซ้าห้าเดือน ชีพจรลงเท้าอีกแล้ว ไว้จะเขียนบรรยายความต่อไปในภายภาคหน้า สวีดัส |
|
|