Strange Loop's profileI am a Strange LoopPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 23 Bun Bo Hua อ่านว่า บุ๋นบ่อห้วยอย่าเพิ่งเบื่อ เวียดนามนะครับ..
ที่นี่นิยมเป็ดพอสมควร มีเป็ดย่างขายเยอะ รสชาติคล้ายบ้านเราเป็นที่สุด แต่เขาจะหั่นชิ้นหนา เคี้ยวแล้วเหลิงปากมาก วันก่อนเจอร้านขายหมี่ (เหลือง) หมุแดง บวก เกี๊ยว แล้ว อยู่ไม่ไกลจากตลาด เบียนต่าน บนถนน เลอทันทอน นัก ล่อไปสองชาม
อันนี้ทานบ่อยๆ เป็นหมี่น้ำของเขา เรียกว่า หมี่น้ำเนื้อ บุ๋นบ่อห้วย รสชาติคล้ายๆเส้นสดของเรา แต่น้ำซุปเขาไม่มีเลือด ออกใสๆ มีรสต้มยำเล็กน้อย เวลาทานบีบมะนาว เติมผัก และเติมพริกตามใจชอบ อ่อ แล้วเอาเข้าปากด้วยนะ รสชาติต่างจากเฝอนะครับ ส่วนเฝอนั้น ถ้าให้ดีทานร้าน pho24 ก็อร่อยครับ มีทั่วเมือง
กลยุทธ์การตลาด..มีพริตตี้มาเชิญชวนเข้าร้านอาหารด้วย..วันนั้นไม่ได้กินอิอิ
อันนี้คือเกี๊ยวครับ ของโปรด โชคดีมีขาย
ร้านหนังสือมือสอง ไว้ซื้อพวกแมกกาซีนที่ชอบ ราคาถูกดี นิตยสารแบบพวก Scientific America, Harper, Wired ก็มี เพิ่งหาเจอร้านเดียว แถมมีแนว non fiction ไม่มาก สู้ที่ฮานอยไม่ได้ ที่นั้นเคยเจอร้านที่ชาวอังกฤษเป็นเจ้าของ..
ร้านหนังสือในดิสทริคห้า ใหญ่โต แต่มีภาษาอังกฤษน้อย
นี่ก็ดีสทริคห้า ร้านหน้ามหาลัย ขายหนังสือตำราซะส่วนมาก สังเกตที่จอดรถนะครับ..
ขนมครกหน้ากุ้ง เห้ออ ทั้งหอม ทั้งอร่อย วันนั้นเตะบอลเพิ่งเลิก เดินเล่นแถวๆสนามบอลเลยเจอ
โบสถ์บนถนนมุ่งสู่ดิสทริคสาม อัลฟ่า โอเมก้าอีกแล้ว
อันนี้เมืองไทย เพิ่งไปทานมา เกม เมืองไทย อร่อยใช่หยอก ติดใจกลองที่หนุ่มใส่แว่นตี มันแปลกดี เรียกว่าอะไรหนอ สวัสดี September 18 เครื่องดื่มชูกำลัง?
อันไหนชูใจ ปิติ มานะ มากกว่ากัน
เสือแดง รสชาติคล้ายกระทิงแดงผสมมะนาว ชูใจ ให้หายเหนื่อย หลังเล่นกีฬากลางแดด ไซ่ง่อนเบียร์ เขากินใส่น้ำแข็งกัน ก้อนสี่เหลี่ยมใหญ่เกือบเท่าปากแก้ว เบียร์รินแล้วจึงใส ทานได้เรื่อยๆ ทานไปไม่ถึงเท่าไหร่ พนักงานก็จะมาคีบน้ำแข็งที่ละลายไปบ้างออก แล้วเปลี่ยนก้อนใหม่ให้ เรียกว่า ก้อนเล็กไม่ได้ เขาไม่ยอม ชูใจ ให้บทสนทนาระหว่างมื้อ คล่องแคล่ว สนุกสนาน
กาแฟเวียดนาม รสขมเข้ม ผสม นมข้น คล้ายกาแฟเย็นบ้านเรา แต่ปริมาณน้อยกว่ากันครึ่งต่อครึ่ง ในขณะที่เอฟเฟค แรงกว่าเราสองเท่า ชูใจ ให้ เต้นเร็ว ตาค้าง
อันนี้ไม่รู้ชูใจหรือเปล่า สวัสดี September 15 เมื่อสี่เต่าทองกลับมารวมตัวอีกครั้งในปี สองพันเก้า
สวัสดี September 07 แปดต่อศูนย์ ก็ยังยิ้มระรื่นในที่สุดก็มาถึงบางอ๋อ ถึงว่าทำไมหลังบ้านเขา เอาน้ำออกจนแห้งในคราวก่อน ก็เขาทำเป็นบ่อตกปลานั่นเอง..ซวยแระ ทีนี้ก็จะมีคนมาทำบาปที่หลังบ้านทุกวัน แย่จริง เดินทางไปกลับไม่ลำบากมากนัก กรุงเทพ โฮจิมินห์ สงสัยจะไปๆมาๆบ่อยเสียตังค์มากขึ้นแหงเรา.. เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาก็กลับมากรุงเทพ เวลาน้อยจัด กิจกรรมหนาตา ทำไปได้หลายเรื่อง ยิ้มดีใจเล็กน้อย ทานข้าวกับน้องกับหลาน กับเพื่อนที่โรงเรียน ได้นวดด้วย และ ได้ทานอาหารไทยฟิวชั่นเลิศรสกับเพื่อนต้นด้วย อร่อยดี…ขอบคุณๆ
********************* อย่างหนึ่งที่ตั้งใจมาทำคือมาเตะบอล นั่น โตจนเล่นกับหมา หมาไม่เล่นด้วยแล้ว ยังริอ่านมาเตะบอลอีก.. แต่ก็ซ้อมมาหลายครั้งแล้ว ไม่ไปเตะ จะทำให้ทีมเสียหาย เนื่องจากจำนวนนักบอลในทีมมีน้อย หายไปคน ถึงกับสั่นสะเทือนเชียวนะ ในทีมนั้น ก็มีพี่น้อง พี่เป้อ พี่เหน่ง จากเอสพีวี มีพี่สงค์ เจ้าของสนาม ขวัญ ปู ปิว (ปูสอง) จากเซนต์คาเบรียล มีโกล์คีปเปอร์ ชื่อโอ๋ เป็นน้องที่ทำงานที่สนามบอล ฝีมือดีมาก และมีพี่ธนินท์กองหน้าขาไม่วิ่ง ยิงลูกเดียวอีกคน.. เรามีชุดทีมด้วย ชื่อว่า A-Ram Boy มาจากว่า พลพรรค เป็นเด็กละแวกรามคำแหงซะส่วนใหญ่
วันนี้เป็นวันแรกที่มีแข่งลีกจ์ มีหกทีม เราแข่งคู่ที่สอง ก่อนแข่งก็ถ่ายรูปหมู่ไว้ (ขาดท่านสงค์ไป .. สงสัยกำลัง เก็บเงินลูกค้ารายอื่น)
ตามโปรแกรมแข่งคู่ที่สอง ระหว่างรอ ก็ลงวิ่งส่งลูกซ้อมกัน ซ้อมได้ห้านาทีก็พร้อมใจกันพอ..กลัวหมดแรงหน่ะ ไม่ใช่คล่องแล้วหรอก ทีมที่เจอชื่อว่า กรีน อะไรซักอย่าง โห อายุเฉลี่ยยี่สิบกว่า มีบางคนเท่านั้นที่สามสิบกว่า เวลาแข่งจะมีแบนสี รัดที่แขน บอกอายุ อย่างสีเขียวก็ อายุสามสิบอัพ สีแดงสี่สิบอัพ ทีมผม แดงล้วนทั้งทีมครับ ส่วนคู่แข่ง ไม่มีสีเลย (มีคนเดียวกระมังที่สีเขียว) แข่งสามควอเตอร์ ควอเตอร์ละสิบห้านาที พักห้านาที ก็น่าชื่นใจ แก่ๆ ก็วิ่งจน่ครบกันได้นะครับ แม้ว่าผลจะออกมาแพ้กินไข่อิ่มหนำ แปดศูนย์ (ครับ ไม่ผิดครับ ควอเตอร์แรก สอง ควอรเตอร์สอง อีกสอง ควอเตอร์ท้าย หมดใจ..อีกสี่) แต่ก็ชื่นมื่นกันนะครับ เพราะรู้อยู่ว่าทีมที่แข่งนั้นเป็นเต็งหนึ่ง ..หุหุ..ตอนนี้ก็คงหวังว่าจะได้ชนะทีมเดียวก็พอ..ทีมเข้าท่า..ซึ่งอายุอานามสูสีเร้าใจกันหน่อยย..เสี่ยโอ๊ค ระวังเด้อ…อิอิ จบเกม ก็จบกันเสียที่ไหน จากนั้น ก็นั่งทานอะไรกันนิดหน่อย มีน้องพริตตี้สี่ห้าคนมาบริการอาหารด้วยนะครับ เขาจัดมา…นัดหน้าคงได้แก้ตัวใหม่.. อารามบอย.. เคยเขียนเรื่องเตะบอลไว้ครั้งแล้วนะครับหลายเดือนก่อน..ไม่เล่าเรื่องสถานที่ซ้ำแล้วกันครับ
สวัสดี August 29 ในโฮจิมินห์ มีร้านเกม กาแฟ หางวัว
อากาศร้อน เดินไปไหนมาไหน ก็เหงื่อแตก เริ่มชินกับอากาศหนืดๆที่นี่บ้างแล้ว ทำงานครึ่งวันวันเสาร์ พอเที่ยงก็ออกไปหาอะไรทานในเมือง ฟ้าครึ้ม แต่ก็มีแดด เอ๊ะ แปลกดี ฝนพรำๆหงิมๆ แต่อากาศก็ยังร้อนมากๆเดินเที่ยวสักพักก็ไม่ไหว ต้องหยุดพัก แลเห็น ก็เลยแวะเข้าร้านขายเกม ร้านดูสวยดีนะครับ อยู่บนถนน เหงียน ห้วย ซึ่งเป็นถนนใหญ่ผ่ากลางเมืองไปยังพระราชวัง
ร้านขายเกมนี้ไม่ใช่เกมส์นะครับ แต่เป็น เกม KEM ในภาษาเวียดนาม ซึ่งก็คือไอศกรีมนั่นแหละ วันนี้ทางร้านแนะนำให้ลอง KEM Romantic Day แหมมาคนเดียวนะเนี่ยจะโรมันติก คาทอลิกได้ไงล่ะ แต่ก็เชื่อฟังคนขายดี (เพราะพูดจากันลำบาก) พยักหน้าว่ามาเลยๆ รสแมงโก้ และ สตอเบอรี่ ราดด้วยผง (เกล็ด)ช้อกโกแลต สนนราคาก็เก้าสิบบาทเงินไทย..จะอร่อยหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คืออย่างน้อยๆได้นั่งพักในร้านหลบแดดจ้าๆให้หายเหนียวตัวได้แน่นอน ไม่ถึงห้านาที เกมก็จบลง รสชาติดีนะครับ เหมือนไอติมโบราณ.. จากนั้นผมก็เดินตะลอนในเมืองกันต่อไป..ที่ที่ช้อปปิ้งใจกลางเมืองนั้นเรียกว่า ดิสทริกวัน District 1 รอบๆก็จะมี ทูทรีโฟร์ไปเรื่อยๆ นะครับ เมืองโฮจิมินห์ก็ใหญ่พอสมควร แม้จะไม่เท่ากรุงเทพฝั่งธน แต่ก็เดินไม่ไหวแน่ ต้องพึ่งบริการรถแทกซี่หรือมองเตอร์ไซด์ ที่เขาเรียกว่า เซออม (XEOM) พวกมอร์เตอร์ไซด์นี้แหละจะพูดอังกฤษแบบงูๆปลาๆได้ ส่วนมากก็สามารถแนะนำที่ท่องเที่ยวแบบไม่เป็นทางการให้นักท่องเที่ยวได้นะครับ วันก่อนไปดิสทริคห้า และ สิบ มาแล้ว ซึ่งเป็นเมืองค่อนข้างทันสมัย (แต่ก็ห่างบ้านเรากว่าสิบปีแน่นอน) วันนี้กระแดะเดินไป ดิสทริคสี่ครับ ผมเรียกมันว่า ย่านวรจักร เพราะคล้ายๆกัน มีร้านขายเครื่องจักรมากมาย และสภาพบ้านเรือนก็เก่าแก่แออัด ที่นี่ไม่ดีอย่างนะครับ คืออากาศมีฝุ่นละอองเยอะ ขยะก็มาก คนทิ้งกันแบบไม่มีน้ำหูน้ำตา ทิ้งรกมากครับ.. ย่านนี้ไม่ค่อยมีที่ให้เที่ยวนัก แต่ก็ยังได้นั่งลิ้มรสกาแฟเวียดนามได้อีกครับ กาแฟร้อนนมข้นครับ หน้าตาก็เป็นแก้วด้านล่าง ด้านบนเป็นกาแฟผงใส่น้ำร้อน ค่อยๆผ่านตัวกรองในกระปุกอลูมิเนียม ด้านล่างกระปุกมีรูให้น้ำกาแฟค่อยๆหยดลงแก้ว ต้องรอราวๆสามสี่นาทีกว่าจะลงไปหมด พอหมดก็เอาไอ้แก้วเหล็กด้านบนออก คนๆๆๆๆ กับนมข้น ทานได้ แต่อย่าดื่มซดนะครับ กาแฟแรงมาก ขอบอก ซ่าลิ้น และทำให้ตาลุกโพลง หัวใจเต้นเร็วโดยพลัน ร้านที่โฮจิมินห์นี้ดีอย่างคือส่วนมากมีไวไฟให้ใช้ฟรีๆครับ จิบกาแฟ เข้าเนตเช็คข่าวเสื้อแดงเลื่อนชุมนุมได้เลยครับ..อิอิ จากนั้นก็เดินกลับย่านดิสทริคหนึ่ง ระหว่างทางผ่านโบสถ์และ สะพานข้ามแม่น้ำ เก็บภาพมาหลายอยู่ แทงค์น้ำกลางเมือง โบสถ์ และรูปปั้นสีฟ้า..แปลกดี ตอนที่ไปนั้นเขายืนสวดกันอยู่เลยไม่ได้เก็บภาพด้านใน รบกวนสมาธิเขานะครับ
จากนั้นก็นั่งแทกซี่ไปร้านอาหารอิตาเลี่ยน ชื่ออ่านยาก อยู่แถวๆ วงเวียนสถานีรถบัส ผมหิวก็เลยล่อ อาหารไปอีกสองจาน ไม่ได้ถ่ายจานแรกไว้ เป็นซุปหอมฝรั่งเศส ส่วนที่เห็นนี้นี่เป็นสตูว์หางวัวครับ อร่อยดี ขนมปังแข็งแบบยุโรป ถ้าใครเคยทานภัตตาคารสีลม ก็คล้ายๆกันนั่นละครับ ร้านนี้คนเยอะนะครับ ท่าทางยอดนิยม สนนราคาก็ตกประมาณสี่ร้อยกว่าบาท แพงอยู่ … พอแล้ว มีแต่เรื่องกิน เดี๋ยวจะหายว่า ตามใจปากเกิน..อิอิ หิวกันหรือเปล่า สวัสดี August 27 คิดถึงกันบ้างไหม E42August 21 อ่านเจอมา
สำหรับคนที่กำลังเบื่อ หมองหม่น… There is no sun without shadow and it is essential to know the night. In the depth of winter, I finally learned that within me there lay an invisible summer. Albert Camus ชีวิตย่อมมีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง รู้จักด้านมืดจึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิต มีเพียงเมื่อยามชีวิตตกอยู่ในห้วงเหมันต์อันหนาวเหน็บ เราจึงประจักษ์แจ้งว่า ยังมีแสงแดดที่ไม่มีวันมอด ของคิมหันต์ฤดูอยู่ภายใน อัลเบิร์ท คามุส
สำหรับคนที่กำลังโกรธ… Holding on to anger is like grasping a hot coal with the intent of throwing it at someone else; You are the one who get burns. Siddhartha Gautama Buddha ความโกรธขึ้งเปรียบได้กับ คนที่ต้องการจะฉวยเอาถ่านร้อนๆไว้ในมือเพื่อปาใส่ยังผู้อื่น. หากแต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ปานั้นเองต่างหาก ที่เป็นคนที่โดนถ่านไหม้มือก่อนผู้ใด พระพุทธวจนะ
สวัสดี August 19 รูดำแรงดึงดูดในอวกาศมีจริง และ มีตลอดเวลา แรงหรือเบา ขึ้นกับระยะห่างของ สิ่งสองสิ่งนั้น และ ขึ้นกับขนาดมวลของทั้งสอง ในกรณีของคน แรงดึงดูดที่เกิดขึ้นระหว่างโลกกับตัวเรา ทำให้เรารู้สึกมีน้ำหนัก ทำให้เราเหนื่อยเมื่อต้องก้าวขาเหี่ยวๆ ขึ้นบันได เพื่อเอาชนะแรงดึงดูดของโลก.. แรงดึงดูดนี้ ไม่มีสิ้นสุด แม้ว่าเราจะอยู่ห่างโลกออกไปเป็นล้านๆปีแสงก็ตาม แรงดึงดูดระหว่างกัน ก็ยังคงอยู่ แต่มีค่าน้อยลงๆๆๆๆ ตามระยะทางที่ห่างไกล เมื่อคำนึงถึงความจริงข้อนี้ เราอาจกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งในจักรวาลล้วนเชื่อมโยงกันด้วยแรงชนิดนี้ ตลอดเวลา และ ตลอดไป...เราเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสิ่ง.. แรงดึงดูดของโลกกับตัวเรานี้ ทำงานดี ทำให้เราไม่หลุดลอยออกไปยังอวกาศ เรารู้สึกว่าแรงนี้มีค่าสูง (นึกถึงตอนเดินขึ้นเขาเอาชนะแรงดึงดูด) แต่ถ้าเทียบกับแรงอื่นๆตามธรรมชาติ จะเห็นว่า แรงดึงดูดนี้มีค่าน้อยมาก.. ถ้าเราผูกมวลไว้กับเชือกห้อยลงมาในแนวดิ่ง ถ้ามวลนั้นเป็นโลหะ ลองนำแม่เหล็กมาวางใกล้ๆ ลูกโลหะจะถูกดูดหรือดัน เห็นได้ชัด เมื่อเรายืนที่ผิวของโลก ระยะทางเฉลี่ยระหว่างเรากับโลกมีค่าๆหนึ่ง..ถ้าจินตนาการว่าเราบีบโลกให้เล็กลงๆๆๆ แต่ให้มวลเท่าเดิม (คือความหนาแน่นจะสูงขึ้น) เราจะห่างโลกน้อยลง..ระยะห่างน้อยลง..มวลสองชิ้นยังเหมือนเดิม แรงดึงดูดก็จะมากขึ้น แรงดึงดูดนี้เราเอาชนะได้ เช่นเวลาเราโยนก้อนหินขึ้นฟ้า มันย่อมตกลงมา เพราะแรงที่เราใส่ไป (เทียบได้กับความเร็วหินตอนเริ่มปา) ไม่พอชนะแรงดึงดูดของโลก แต่ถ้า เราใช้แรงมากๆๆ ทำให้ความเร็วต้นสูงๆๆ ก็อาจชนะได้ แล้วหินที่เราปาก็จะหลุดออกนอกโลกในที่สุด กรณีนี้ประยุกต์มาเป็นการส่งจรวดออกนอกโลก..แรงที่เราต้องใช้นั้น ต้องแรงพอที่จะทำให้ความเร็วต้นของจรวด ไม่น้อยกว่า 2500 ไมล์ต่อชั่วโมง แรงดึงดูดนั้นดูดไม่เฉพาะของที่เราคุ้นเคย แสง มันก็ดูดได้ ลองคิดดู เราเห็นดาวได้เนื่องจากแสงตกกระทบ และ สะท้อนออกมา วิ่งเข้าตาเรา แสงนั้นมีความเร็ว 186,000 ไมล์ต่อชั่วโมง วาว เยอะนะ ดังนั้นถ้าแรงดึงดูดจะดูดแสงกระทบไว้ มันต้องมีมวลสูงมากจนชนะความเร็วของแสง หลุมดำคือวัตถุในอวกาศที่มีมวลมหาศาลและ มีขนาดหดเล็กลง จนมีความหนาแน่นสูงมากๆ ความหนาแน่นสูง มวลสูง...ทำให้แรงดึงดูดมีค่ามากมาย จนดูดทุกสิ่งไว้ ไม่ปล่อยออกมา แม้แต่แสงที่มาตกกระทบ..มันเลยดำ..
หลุมดำอาจเกิดจากดาวฤกษ์ (เช่นดวงอาทิตย์) ทีมีขนาดและมวลที่เหมาะสม..ในกรณีดวงอาทิตย์นั้น เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อพลังงานเริ่มหมด ดาวจะคอลแลปลง ดาวจะหดขนาดลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็น ดาวแคระขาว แต่มันไม่หดจนพอจะมีแรงมากจนเป็นหลุมดำได้ แต่ถ้าดาวนั้นมีขนาดใหญ่กว่าราวๆห้าเท่า การหดนั้นจะไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งดาวมีขนาดเล็กมากๆ อาจเล็กเท่าเม็ดถั่ว (nutshell) และมีแรงดึงดูดสูงมากจนแม้กระทั่งแสงที่วิ่งมาตกกระทบก็ไม่สามารถสะท้อนได้ ดาวนั้นจึงดำสนิท เรียกว่า หลุมดำ ว่ากันว่า ในจักรวาลเรานี้มีหลุมดำเป็นล้านๆแห่ง...อะไรที่เข้าเขตดูดของมัน ไม่มีวันหลุดรอดออกมาได้อีก..ราวกับเป็นเครื่องดูดฝุ่นจิ๋วในจักรวาล ทั่วไปหมด..บางคนเชื่อว่า อีกด้านของหลุมดำ คือ จักรวาลคู่ขนาน.... อีกแนวก็เป็นรูหนอน ข้ามกาลเวลา ดังรูป (มีต่อ..เมื่อไหร่หนอ) สวัสดี August 18 เลจ๋าย แปลว่า เลี้ยวซ้ายมาถึงสนามบินหกโมงนิดๆ มาเช้าเพื่อจะได้รู้ว่า ดูเวลาผิดไฟล์ท 555 เลขาจองการบินไทย แต่ เราไปนึกว่าเป็นแอร์เอเชีย เลยมาเร็วเชียว ไม่เป็นไร มีเวลาก็เดินท่อมๆในสุวรรณภูมิเล่น เป็นสนามบินที่ดูเหมือนยังสร้างไม่เสร็จเสียที มากี่ทีกี่ที ก็นึกในใจว่า มันสวยตรงไหนหว่า ไอ้การไม่ทาสีผนังปูนเนี่ย.. บินขึ้นฟ้า ชอบมองตอนไต่ระดับ กับ ลดระดับ เมฆจะสวยพอดี แลเห็นพื้นดินเป็นฉากหลัง… โฮจิมินท์มีแม่น้ำสายหลัก คือ แม่น้ำไส้ง่อน คดเคี้ยวเป็นงูเชียว..เมฆวันนี้เป็นปุยเล็กๆๆ เต็มไปหมด ดูนานๆ เหมือนสวรรค์ที่เขาว่ากันนะ..สวย ดั่งสวรรค์ แม่น้ำไซ่ง่อน มาทำงานหลายเดือนก็ต้องหาที่พักที่ไม่ใช่โรงแรม ถ้าพักโรงแรมตลอด จะหมดงบโดยเร็ว เราเลยไปติดต่อเช่าคอนโด เขาเรียกคอนโด แต่สภาพประมาณแฟลตบ้านเรานะครับ ตึกที่เราไปเช่านั้นอยู่ใกล้ที่ทำงาน ประมาณว่าเดินไปได้เลย เพือจะตัดปัญหาการเดินทางด้วยรถไปในตัว ห้องหับก็โอเคนะครับ ใหญ่กว่าห้องมาตรฐานบ้านเรา ห้องที่ผมอยู่มีสองห้องนอน และมีส่วนกลาง มีครัวเล็กๆด้วย สนนราคาก็ไม่ถูกนะครับ สี่ร้อยห้าสิบดอลล่าร์ต่อเดือน ..ยังไม่รวมน้ำไฟ อินเตอร์เนต… ดูมาหลายที่นะครับ ที่นี่ดูดีหน่อย
คอนโดที่พัก ชื่อ แอน ฟุ๊ค ก็พอได้ครับ กะทัดรัด ดี ที่ทำงานก็ไม่ใช่ออฟฟิศมาตรฐาน เช่าตึกแถวมาทำออฟฟิศครับ เวียดนามเขาจัดการให้ ก็โอเคนะครับ สะอาดสะอ้าน มีอุปกรณ์สำนักงานมาตรฐาน..ตอนเที่ยง แม่บ้านสาวสวย ก็ทำอาหารให้พวกเราทานกัน ไม่ต้องออกไปไหน สะดวกดี..เหมือนอยู่บ้านเลย..อาหารเขาก็คล้ายๆอาหารจีน แต่พรรคพวกที่มาก็พยายามสอน แอมเอ้ย ให้ทำอาหารรสจัดแบบไทยๆด้วย ที่ชอบคือ คนเวียดนามดื่มชามาก พอๆกับคนจีนเลย..หลังอาหารก็มานั่งผ่อนคลายดื่มชา..
ประทับใจวินัยคนที่นี่มาก คิวไม่มี แซงได้แซงตลอด ซื้อของที่ร้านค้าที ต้องทำใจ พี่แกแทรก แซง คิว ไม่สะทกสะท้าน สะกิดแล้ว มองกลับด้วย ว่าเห้ยยยย นี่มันปกติของที่นี่เว้ย.. ผมเปลี่ยนใจแล้ว ตอนแรกจะให้การจราจร เป็นเรื่องแย่อันดับหนึ่ง ตอนนี้ให้เรื่องคิวเป็นอันดับหนึ่งแทน.. ทำงานต่างถิ่น เหนื่อย เพราะเหมือนกับเราต้องเซทอัพหลายอย่าง ทั้งที่อยู่ ออฟฟิศ ไหนจะต้องเรียนรู้แผนที่ คำศัพท์ เพื่อให้ดำรง่ชีวิตได้อย่างปกติสุข ภาษาเวียดนามนั้นออกเสียงยากพอสมควร นอกจากมีเสียงสูงต่ำแบบเอเชียแล้ว จะมีการพ่นลมแบบฝรั่งด้วย..ตอนนี้เรียนได้ไม่กี่คำ นั่งแทกซี่ นั้นมีสามคำที่สำคัญ เลจ๋าย เลี้ยวซ้าย เลไฝ๋ เลี้ยวขวา ดีถัง ตรงไป นั่งรถที่นี่มีสองอย่างต้องทน คือ เสียงแตร กับการมั่วเลนได้ใจมาก อีกอย่างที่ต้องเรียนคือการสั่งอาหาร ไม่งั้นผอมแย่แน่..ส่วนที่มีคนถามว่า เท่าไหร่ กับ ลดได้ไหม ใช้คำว่าอะไรนัน ติดไว้ก่อน..ยังมิได้ชอปปิ้ง ตอนนี้ยังไม่ได้ไปในเมืองเลย ไว้ไปแล้วจะเล่า… แต่ได้ดูหนังแล้ว โอเค ราคาร้อยกว่าบาท เสียงในฟิลม.. อากาศร้อน ฝนนึกจะตกก็ตก แม้แดดแจ๋ แล้วตกหนักด้วยนะ..ต้องพกร่มไว้ นี่จะหาร้านตัดผมอยู่ คราวก่อนตัดที่ฮานอย ตัดข้างถนนเลยนะครับ เขาตั้งเก้าอี้เรียงบนฟุตบาท ค่าตัดสิบบาท.. แต่ที่นี่ยังไม่เห็นเลย.. สวัสดีครับ August 13 หนีตามกาลิ (เรย์) โอ
บทสนทนา ของหนุ่มสาวแปลกหน้าที่พบกันในต่างแดน
"แล้วอยู่ที่ปารีสนี่ คุณทำอะไรมั่งคะ” "ผมก็..ใช้ชีวิตไง" "อ้าว แล้วทำอะไรเล่า เวลาที่มี " "จะทำอะไรอีกเล่า เวลาที่มี แค่ใช้ชีวิต ก็แทบจะไม่เหลือแล้ว" "แล้วไม่ต้องทำงานหรือ" "ทำ ..เมื่อเงินหมด" ***************** จำเอามาจากหนังไทย หนีตามกาลิเลโอ
สวนลุม วันแม่
สวัสดี August 10 แรกเจอ ลุงโฮ
ช่วงนี้เดินทางอีกครับ งานนะครับ คราวนี้ไปโฮจิมินท์ เมืองหลวงทางตอนใต้ของประเทศ เดินทางสะดวก นั่งเครื่องบินก็ชั่วโมงนิดๆ เหมือนนั่งรถไปนิคมอยุธยา ประมาณนั้น อากาศเหมือนบ้านเรา แต่มีฝนชุก ร้อนๆๆ
จักรยานยนต์เป็นพาหนะสำคัญในโฮจิมินท์…ในเมืองมีลิมิตความเร็วที่สี่สิบห้า กม. ต่อ ชั่วโมง..น่าอึดอัดมากกก เมืองกำลังโต ก่อสร้างมากมาย
นี่เช้าวันเสาร์ รถไม่มากนัก..แต่ก็พอให้เวียนหัวได้ เขาขับกันมึนมาก ไม่มีเลน (มีเส้น) แต่ไม่สน…
ลูกศรพี่เฟดเอกซ์ ยังคงเดิม ไม่ว่าอยู่ไหน
ถนนในเมือง ย่านวันตัน district 1 มีสัญญาณไฟสำหรับรถมอไซด์ เอ๊กคลูซีสลี่..อิอิ
ลุงโฮ
ร้านนี้ขายพวกของที่ระลึกฟุตบอล
อาคารทรงแบบนี้มีทั่วเมือง
โรงมโหรสพ..แบบเวียดเวียด
โค้กเวอร์ชั่นเวียดนาม
ซ่อมกันทนโท่
แทกซี่เดินทางสะดวก โทรเรียกได้ตลอด ราคาถูกกว่าบ้านเรา แต่ขอบอก นั่งแล้วเสียว รถขับเพ่นพ่านมาก ตลาดสดถนนเลอทันทาน มีของสดมากมาย ผลไม้ก็มากมี ยังมีคนสวมหมวกงอบนะครับ
ได้เยือนโฮจิมินท์ครั้งแรก ละผมคงไปอยู่ราวๆสี่ซ้าห้าเดือน ชีพจรลงเท้าอีกแล้ว ไว้จะเขียนบรรยายความต่อไปในภายภาคหน้า สวีดัส July 23 อยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งJuly 22 ตามหาพระนอน ร้อนแต่อิ่มดี
บทสนทนาพันมาถึงวัดแถวเสาชิงช้า
"พี่เคยได้ยินมะที่เขาเรียกว่า ท่าเตียนหน่ะ" ********* หรือว่าจำผิดจริงๆหว่า..
ดังนั้นอีกไม่กี่วัน...เราเลยออกตามหาพระนอน ที่ผมยังหวังแบบลมๆแล้งๆว่าอยู่ที่วัดสุทัศน์... แทนที่จะไปวัดสุทัศน์ เราไปที่วัดโพธิ์ก่อน วันนั้นแดดไม่แรงนะครับ แต่อากาศอบอ้าว เรามาถึงแถวบางลำภู ช่วงสายๆ ..ต่างคนต่างยังไม่ได้เจี่ยะปึ่งมา หิวเล็กน้อย เลยตกลงว่าหาร้านแถวนั้น เอามวลสารอร่อยๆเข้าท้องกันหน่อย ผมเคยเห็นร้านชื่อ ปาท่องโก๋ตั้งเด่นเป็นสง่าที่มุมถนน เลยชักชวนต้นไปทานกัน มันก็มีหลายอย่างนะ ข้าวหมูแดง ข้าวหน้าไก่ บะหมี่อะไรแบบนั้น ก็ทำแบบออกจีนๆนะครับ อร่อยดี แต่ที่เขาขายเป็นจุดเด่นก็คงเป็นพวกปาท่องโก๋ย่างครับ ราดนมก็ได้ ราดสังขยาก็ได้ ทานแล้วก็พบว่าอร่อยดี ปาท่องโก๋นี่ คนจีนเรียก อิ๋วจาก้วย นะครับ ประวัติเล่าลือกันมาก็ว่า เกิดจากการจำลองภาพ ขุนนางกังฉินที่ถูกตัดสินประหารชีวิตคู่กัน (จับมัดมือหันหลังติดกัน)..จึงเป็นเช่นนี้ แต่ทำไม่เราคุ้นกับคำว่า ปาท่องโก๋นี้ไม่ทราบเหมือนกัน ปาท่องโก๋ย่างราดด้วยนมข้น ใครที่คุ้นเคยการนวดแผนโบราณก็คงคุ้นกับคำว่า หมอนวดวัดโพธิ์ ดังนั้นจึงปรากฏรูปปั้น ท่านวดต่างๆอยู่รอบบริเวณวัด บางท่าเราก็คุ้นกับมันดี บางท่าก็ออกจะตลกๆ มีหมอนวดด้วย มีห้องไว้สอนนวดด้วย น่าสนใจมาก ถ้าหัดเองเป็น คงไม่ต้องเสียเงินไปพึ่งบริการอีกต่อไป..เอ หัดง่ายไหมหว่า.. วัดโพธิ์มีพระนอนใหญ่มากจริงๆด้วย ใหญ่จนต่างชาติต้องตีตั๋วเครื่องบินบินมาดูกันเลยทีเดียว ดูแล้วก็คงทึ่ง ทึ่งความใหญ่โตของพระนอนแล้ว คงต้องทึ่งรอบสองที่เราสร้างโบสถ์ทีหลัง ที่ใหญ่กว่าองค์พระเสียอีก เพื่อบังฝนบังแดดให้พระนอน สังเกตได้ว่ามีบางส่วนของเศียรพระพุทธรูปยื่นเลยอมเข้าไปในหลังคา..เราเดินชมภายในโบสถ์สักพัก แล้วก็ออกมาด้านนอกเพื่อดูส่วนอื่นๆอีก วัดโพธิ์เขามีเก้ามหัศจรรย์ พระนอนก็เป็นหนึ่งในนั้น รวมทั้งยักษ์ การนวด ก็ด้วย.. ที่เหลืออีกหกอย่างลืมไปแล้ว แหะ แหะ ดูรูปดีกว่า นี่ไงฤษีดัดตน..อีกอันก็อับเฉา ทำไมชื่อนี้นะ..จำไม่ได้แล้ว ไกด์แถวนั้นบอกว่า รูปปั้น “อับเฉา” นี้ อิมปอดมาจากจีนเชียวนะครับ ก็คงจะจริงกระมัง มาตามกับเรือสินค้าในยุคนั้น ตอนแรกผมก็เรียกว่ายักษ์นะ ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่า หุ่นอับเฉา อ๊ากก ใช่จริงๆด้วย วัดนี้แหละ ผมจำผิดจริงๆด้วย นี่ไงพระนอน.. พระนอนส่วนเศียร เมื่อมองจาก ด้านหน้า และ ด้านหลัง ยายกล้อง ในวัดนั้นผมก็เพิ่งเรียนรู้ว่าจะมีโรงเรียนที่เขาจัดให้เด็กเข้าเรียนได้ฟรี คล้ายๆทำนองมีกองทุนจัดการที่ได้เงินจากการบริจาคมาจัดตั้งโรงเรียนในวัดทั่วๆไป เป็นการส่งเสริมคนด้อยโอกาส น่าสนใจนะครับ ทำบุญการศึกษา...
เราเจอพระนอนแล้ว แต่ผมยังไม่แพ้นี่นา (นั่น) ถ้าจะถามว่าพระชื่ออะไร ทำนองนั้น ผมไม่มีเล่านะครับ อิอิ ไม่ค่อยจำ รู้แต่ว่าองค์ยาวมาก และสวยงามมาก… ชักสนุก เราเลยนั่งเรือข้ามฝั่งน้ำเจ้าพระยา ไปวัดอรุณต่อ
เรือ ลมตีหน้า เข้ามาด้านใน พบว่าพื้นที่วัดใหญ่โตทีเดียว มีสิ่งก่อสร้างหลายรูปแบบ หลากความสูง และก็มีพระพุทธรูปทองคำเยอะเลย... มียักษ์ด้วย แสดงว่าวัดแจ้งกระมัง? มีชื่อด้วยนะครับ แต่ตัวเล็ก ผิดคาด นึกว่าจะตัวใหญ๋ๆ ยักษ์ตัวใหญ่ด้านนอกนั้นคงสร้างเลียนตัวจริงด้านในนั่นแหละครับ..
ยักษ์วัดแจ้ง ไม่ใช่ไนกี้แฮะ เวลาขึ้นที่สูง คนมักถามกันว่ากลัวความสูงหรือเปล่า ผมเป็นวิศวกร ทำงานบนที่สูงมาก็เยอะ แต่ก็ยังเสียวก้นเวลาอยู่ทีสูงอยู่ดี ยิ่งทัก ยิ่งเสียวเสียด้วย..ฮ่าๆๆ แต่อยากเห็นด้านบนสูงๆ ก็เลยเดินขึ้นบันไดชันๆขึ้นมา สูงราวๆสองสะพานลอยคนข้ามได้กระมัง รอบๆ ก็เห็นทิวทัศน์สวยดี มีแม่น้ำเป็นแบคกราวนด์ ได้บรรยากาศไทยๆดีนะครับ มีบันไดอีกทอดหนึ่งยาวสูงขี้นไป แต่คงหมดปัญญาขึ้น ดูรูปเอาแล้วกันว่าทำไม.. อากาศร้อนก็ต้องคลายร้อน เข้าที่บังแดด นั่งให้น่องคลายตัวหน่อยเป็นดี.. หาไรกินแล้วกัน แบกโลก แม่น้ำสวย บันไดนี้ไว้สำหรับช่าง จริงๆผมยังไม่แพ้พนันอย่างสมบูรณ์นะ เพราะสุดท้ายเราก็ยังไม่ได้ไปวัดสุทัศน์ ก็แสดงว่า ยังไม่แน่ ว่าจะมีพระนอนที่นั่นหรือไม่ มีพระนอนที่วัดโพธิ์ไม่ได้ทำให้พระนอนที่วัดสุทัศน์หายไปได้หรอก ตรรกะโง่ๆของผมเริ่มทำงาน...แต่แล้วก็ต้องเลิกความคิดเยี่ยงนี้..ฮ่าๆๆ แพ้พนันแล้ว..ก็พระนอนที่วัดโพธิ์นั่นแหละที่ผมเห็นในหัวมาตั้งแต่แรกนั่นแล้ว.. วิวจากด้านบน มื้อแพ้พนันมักเป็นมื้อที่อร่อย สำหรับคนชนะ แต่ผู้แพ้ที่ดี ก็รักษามารยาท ด้วยการอร่อยด้วยนะ ไม่เกี่ยง เราทานที่แถวร้านต้นถนนข้าวสาร ร้านดูแบบโบราณๆ ขายพวกอาหารอิตาเลี่ยน พิซซ๋า อะไรทำนองนั้น ไม่บรรยายมาก อาหารอร่อย แต่ราคาแบบนักท่องเที่ยวเชียว ตบท้ายไม่เกรงใจพุงด้วยไอติมชื่อแปลกดูฟอง เอ๊ย ฟองดู มันจะดูไรกัน แต่กล้วยกะช๊อกโกแลตนี่ เข้ากันดีทีเดียว พิซซ่าอร่อย เจติมก็อร่อย (เจ้ปัดสนใจป่าว) บางคนอยู่กรุงเทพเกิดกรุงเทพ ยังไม่เคยมาท่าเตียน มาวัดโพธิ์วัดอรุณเลย ก็น่าเสียดายนะครับ ของดีในบ้านเรานะครับ ต่างชาติเสียตังค์เข้าชมเชียวนา... มาที่ท่าเตียนนะครับ ได้เที่ยวหลายวัดเลย คราวนี้แม้ผมจะพลาดแพ้พนันไป แต่สงครามยังไม่จบ เขาว่าไม่ควรนับศพตะหารรรร.. ปล.ฟ้ามีตา สวัสดี
July 17 เลขตอง เลขเรียงJuly 09 Tone
พากย์ไทย โทน ๑: เป็นชื่อของกลองประเภทหนึ่งสําหรับตีขัดจังหวะ เป็นเครื่องหนัง ที่ขึงหนังหน้าเดียว มีสายโยงเร่งเสียงจากขอบหนังถึงคอ มีหางยื่นออกไปและบานปลาย มีชื่อเรียกคู่กันว่า โทนทับ โดยลักษณะรูปร่างนั้น โทนมีชื่อเรียกกันได้ตามรูปร่างที่ปรากฏ 2 ชนิดคือ โทนชาตรี และ โทนมโหรี ชาตรี มโหรี โทน ๒: ว. มีจําเพาะหนึ่งเท่านั้น, ใช้แก่สิ่งที่ตาม ปรกติควรจะมีมากกว่าหนึ่ง แต่มีเพียงหนึ่งเท่านั้นเรียกว่า โทน เช่น ลูกโทน มะพร้าวโทน. โทน ๓: น. ชื่อนกยางชนิดหนึ่ง เรียกว่า ยางโทน. (ดู ยาง ๑). ยางโทนใหญ่ ยางโทนน้อย ลูกโทน: น. ลูกคนเดียวของพ่อแม่; ลูกตัวเดียวของสัตว์ชนิดที่ตาม ปรกติมีครั้งละหลายตัว เช่น สุนัขตัวนี้ออกลูกโทน.
โทนโท่: ว. ปรากฏชัดแก่ตา, จะแจ้ง, เช่น เห็นอยู่โทนโท่, ทนโท่ ก็ว่า. ประมาณว่าป้ายก็ติดอยู่ ทนโท่.. ก็ยังฝ่าฝืนทำไป
ควายโทน : น. ควายป่าที่แตกฝูงออกมาอยู่ตามลำพัง.
กระเทียมโทน : กระเทียมโทน ก็ กระเทียมโทนสิ.. โทน ๔: ภาพยนตร์ ในปี พ.ศ. 2513 สังข์ทอง สีใส ได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง โทน ของเปี๊ยก โปสเตอร์ นำแสดงโดย ไชยา สุริยัน อรัญญา นามวงศ์ สายัณห์ จันทรวิบูลย์ จารุวรรณ ปัญโญภาส โดยได้ร้องเพลง "โทน" (แต่งโดย สุชาติ เทียนทอง) และมีเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ขับร้องโดย ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จ ทำให้สังข์ทองเป็นดาราชื่อดัง และได้แสดงภาพยนตร์ต่อมาอีกหลายเรื่อง
สามโทน: เป็นวงดนตรีชายล้วนวงแรกของคีตา เรคคอร์ดส (Kita Records) ซึ่งสมาชิกมีทั้งหมด 3 คน ประกอบด้วยธงชัย ประสงค์สันติ (ธง สามโทน), วิทยา เจตะภัย (ถนอม สามโทน) และ สุธีรัชต์ ชาญนุกูล (บุ๋มบิ๋ม สามโทน) มีผลงานออกกับคีตาทั้งหมด 4 ชุด ก่อนจะแยกวงไปทำงานอื่น สามโทนยุคนั้น.. พากย์ฝรั่ง Tone ในฐานะ นาม Tone กริยา Tone อื่นๆอีกมากมาย
เพลงโทน
สวัสดี ปล. อิเลคโทน : อุปกรณ์ไฟฟ้าเดี่ยวๆ เล่นแล้วโดดเดี่ยว July 03 สเปซที่ไร้พี่ฮัท (ทอ ทหาร หรือ ดอเด็ก)
นี่ก็หลายเพลาแล้ว ป่านนี้หลวงพี่ฮัด คงซึ้งในรสพระธรรมไปแล้ว ว่าไปแล้วก็นึกถึงนะ ขาดเรื่องอ่านในเสปซไปหนึ่งหน่อ (หน่อนี้เขียนสม่ำเสมอและน่าสนุกเสียด้วย) คิดถึงกันมั่งหรือเปล่า
วันก่อนแวะไปหาหนังสือในเวป ที่เวป พุทธาสดอทคอม มีให้โหลดมาอ่านพอสมควร มีเล่มหนึ่งอยากแนะนำให้อ่าน โดยเฉพาะติ๊กนะ เห็นว่าสนใจธรรมะ เป็นหนังสือที่รวบรวมปาฐกถาของท่านพุทธทาสที่พูดตรงที่สุดในเรื่อง การยึดติดกับ พุทธศาสนา ความดี หรือ บุญกศล (ติดดี) ซึ่งเป็น ห่วงที่สลัดยากที่สุด ชื่อว่า ปาฐกถาชุด "พุทธธรรม"มีสี่ตอน และ บวก ถามตอบอีกหนึ่งตอน ดีมากๆ อยากให้อ่านกันครับ โดยเฉพาะตอนที่สาม ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมนะครับ คนที่ติดเรื่อง บุญ กุศล เรื่อง ความดี..ลองอ่านดู ท่านพุทธาสโดนด่ามากมายกับปาฐกถาชุดนี้..ก็ท่านเล่นบอกว่า ให้ทิ้งไตรปิฎกเสียงั้น.. บันทึกเกี่ยวกับภูเขาพุทธธรรม - ข้อปุจฉา-วิสัชนา สนใจเวป เกี่ยวกับพุทธาส เชิญทัศนา http://www.buddhadasa.in.th/index_main.php ***************
หลานปาล์มกับปั้น บวชเณรเมื่อหลายปีก่อน..พี่ส่งรูปเก่ามาให้ดู นึกถึงตอนเล็กๆ มันน่ารักจัด แต่โตแล้ว..ก็อย่างที่เห็นในมุมซ้ายล่างครับ..โตจัด
สวัสดี
June 29 tH1laN1Dมันมาแล้ว ใกล้กว่าที่คิด TH1LAN1D ได้ข่าวกันไหมครับ มีคนเสียชีวิตไข้หวัดสายพันธ์ใหม่แล้วสองคน.. ใกล้กว่าทีคิด ชายคนหนึ่งที่เสียชีวิต เป็นคนทำงานที่ไซท์งานในมาบตาพุด เดินทางกลับจากต่างประเทศ..แวะมาที่ออฟฟิศเราวันที่สิบเจ็ด เดือนนี้..ผ่านมาอีกสิบวัน เขาตายแล้ว ทีนี้พรรคพวกในออฟฟิศที่หน้างานก็..ก็.. แพนิกกันสิ..ใครคุยกับเขา ใครจับมือกับเขา..อ่า.. วันนี้คนที่สัมผัสคนป่วยเมื่อสิบกว่าวันก่อน เริ่มล้อมคอก ใส่หน้ากากกันครบ…แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าในเจ็ดวันไม่มีอาการก็คือไม่มีเชื้อ..แต่เพื่อความปลอดภัยก็ต้องไปตรวจอีกที หวังว่าคงไม่มีใครติดมานะ… คนที่เสียชีวิต ไปตรวจวันที่สิบแปด มีไข้อ่อนมาก จนหมอไม่ได้ทรีทแบบไข้หวัดใหญ่..พอยี่สิบสาม ทรุด ไอ ไข้สูง หมอตรวจอีกที พบว่าเป็นระยะสอง กินอวัยวะภายในแล้ว อีกสามวันก็เสีย..
ใกล้ตัวยิ่งนัก
สวัสดี June 24 ไก่ในเข่ง เหลืองแดงในคุกถ้าเหลือง-แดงสามารถปรึกษากันในคุกได้ สัญลักษณ์ที่ทลายกำแพงทางจิตใจของคนไทยทั้งชาต ิประเวศ วะส ี ๑. มีผู้วางแผนให้เหลือง-แดงปะทะกัน หลังเหตุการณ์มหาสงกรานต์เลือดที่สังคมไทยเกือบ หลุดเข้าสู่มิคสัญญีกลียุค หลายคนเห็นว่ามีผู้จงใจวางแผนให้เหลือง-แดงปะทะกัน ดีว่าเหลือง “รู้ทัน” ไม่ออก แดง “รู้ทัน” หยุด แต่ผู้วางแผนยังไม่หยุด การสังหารสนธิก็ถูกใช้เพื่อจุดชะนวน ความขัดแย้งต่อไปอีก ถ้าเหลือง “รู้ทัน” แดง “รู้ทัน” และสังคมไทย “รู้ทัน” ความพยายามก่อให้เกิด มิคสัญญีกลียุคก็ไม่สำเร็จ ถ้าแผ่นดินมีความศักด์ิสิทธ ิขอพระสยามเทวาธิราชจงดลบันดาลให้เหลือง “รู้ทัน” แดง “รู้ทัน” และสังคมไทย “รู้ทัน” การ “รู้ทัน” คือการมีสติปัญญายับยั้งชั่งใจในสภาวะที่ปากเหวของ มิคสัญญีเป็นโอกาสที่สังคมไทยจะอภิวัฒน์ไปสู่จุดลงตัวใหม ่สังคมไทยติดอยู่ในโครงสร้างของ อำนาจที่ซับซ้อนแน่นหนาที่กักขังคนไทยไว้ไม่ให้ออกไปได ้อย่างที่มีผู้กล่าวว่า “คนไทยเหมือนไก ่อยู่ในเข่ง” รอเขาเอาไปเชือดตายทุกตัว แต่ระหว่างนั้นยังจิกตีกันรํ่าไปใน “เข่ง” มันคับแคบไก่มัน เบียดเสียดเยียดยัดกระทบกระทั่งกันจึงจิกตีกันปางตายหรือตาย เห็นหรือยังครับว่าเกือบตายกันทุกคน นายกฯอภิสิทธ์ิก็เกือบตาย คุณสนธิก็เกือบตาย คุณ ทักษิณก็เหมือนตายทั้งเป็น ประธานองคมนตรีก็ลำบาก สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ถูกจาบจ้วงอย่าง ไม่เคยมีมาก่อน ยังไม่นับคนไทยที่ต้องตายไปแล้วจริงๆ และคนไทยทั้งประเทศที่อยู่ร้อนนอนทุกข์ เราต้องเข้าใจ “เข่ง” และรวมตัวกันออกจากเข่งบ้านเมืองจึงจะหายวิกฤต “เข่ง” คือ โครงสร้างอำนาจอันซับซ้อนและหนาแน่น ซับซ้อนและหนาแน่นเกินกว่าที่ใครหรือสถาบันใดๆ จะแหวกออกไปได ้จึงเห็นได้ว่าไม่มีรัฐบาลใดๆเลยที่สามารถแก้ไขความยากจนของเกษตรกรและ ผู้ใช้แรงงานได ้เพราะความยากจนของเกษตรกรและผู้ใช้แรงงานเกิดจากการขาดความเป็นธรรม ความไม่เป็นธรรมเกิดจากโครงสร้างอำนาจอันซับซ้อนแน่นหนาที่ไม่มีใครมีปัญญาที่จะสะเดาะ ออกไปได ้ตราบใดที่ขาดความเป็นธรรม สังคมจะขัดแย้งและรุนแรงเรื่อยไป คนไทยจึงควรรวมตัว “บินออกจากเข่ง” หรือออกจากโครงสร้างอันไม่เป็นธรรม ความโกรธ ความเกลียด ความแค้น ความอาฆาต การใช้ความรุนแรง ไม่ทำให้เราออกจาก โครงสร้างของความรุนแรงได ้การไม่ทำอะไรหรือกลับไปอย่างเก่าก็แก้ความรุนแรงไม่ได ้ท่ามกลางความแตกแยกรุนแรงและการมีความแค้นฝังใจอย่างสุดๆ การที่จะร่วมมือกันเพื่อบินออก จากเข่งได ้คงต้องการกระบวนการอะไรบางอย่างที่ทรงพลังมหัศจรรย์ ๒. พลังสมานอันมหัศจรรย์ในความเป็นมนุษย์ มีพลังมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของ หัวใจ เป็นพลังที่มหัศจรรย์อย่างเหลือเชื่อ ถึงเวลาที่จะต้องเข้าใจพลังมหัศจรรย์แห่งความเป็นมนุษย ์ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ อะไรที่ตื้นๆ จะแบ่งแยก อะไรที่ลึกๆจะเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ในประเทศแอฟริกาใต้มีความขัดแย้งอันร้าวลึกที่คนขาวไปกดขี่คนดํา คนดำที่ต่อสู้ถูกฆ่า ตายบ้าง ถูกจองจำบ้าง เนลสัน แมนเดลา ผู้นำการต่อสู้ของคนผิวดำถูกไล่ล่าและถูกจำคุกอยู่ถึง ๒๗ ป ีความเกลียดชังฝังอยู่ในจิตใจของคนขาวและคนดำอย่างมองไม่เห็นทางออกด้วยสันต ิแต่เมื่อเขา มาใช้กระบวนการที่เรียกว่า “Truth and Reconciliation” หรือ “สัจจะและสมานฉันท์” โปรดสังเกต ว่าไม่ใช่สมานฉันท์เฉยๆ แต่มีสัจจะหรือการยอมรับความจริงนำหน้า คราวหนึ่งในที่ประชุมคนผิว ดํา ตำรวจคนขาวคนหนึ่งมารับสารภาพว่า เขาได้ฆ่าคนผิวดำไปอย่างไรบ้าง แทนที่คนผิวดำจะกร ูกันเข้ามาฉีกเนื้อตำรวจคนนั้น แต่ร้องไห้กันระงมและมีการให้อภัยเมื่อมีการสารภาพความจริง การ ขอโทษ (Apology) สามารถมีการให้อภัย (Forgiveness) อันยิ่งใหญ่อย่างเหลือเชื่อตามมาได ้ใน ความเป็นมนุษย์มีความสามารถในการให้อภัยอย่างไม่น่าเชื่อ ลองดูตัวอย่างข้างล่าง ที่แอริโซนา สหรัฐอเมริกา มีวัยรุ่นคนหนึ่งไปขายพิซซาแล้วถูกวัยรุ่นอีกคนหนึ่งยิงตาย พ่อ ของเด็กที่ถูกยิงตายเห็นว่าพ่อแม่ของเด็กที่ยิงลูกเขาตายคงจะตกอยู่ในสถานะที่ยํ่าแย่ทางจิตใจ จึงไป ช่วยเยียวยาเด็กคนนั้นรวมทั้งพ่อแม่ของเขาด้วย เมื่อเขาเล่าเรื่องนี้ในที่ประชุมใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย ฟัง คนที่ประชุมทั้งหมดร้องไห้กันระงมด้วยความตื้นตันใจในความมหัศจรรย์แห่งจิตของบิดาผ ู้สูญเสียลูก การให้อภัยทำให้การก่อเวรก่อกรรมยุติลง ตรงข้ามกับการจองเวร ๓. การรับสภาพ การขอโทษ การให้อภัย คือพลังสมานอันมหัศจรรย์ ขบวนการคนเสื้อ เหลืองและขบวนการคนเสื้อแดง มีทั้งคนรักและคนชัง เป็นความรักและความชังอย่างรุนแรงถึง ขนาดไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได ้ความรักและความชังอย่างรุนแรงนำไปสู่การนองเลือดและมิคสัญญ ีกลียุคได ้ควรจะต้องหาทางถอนพิษในจิตใจออกเสีย ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นโดยเหตุใดก็ตาม ถ้าทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ระลึกรู้ว่าอาจมีคนวางแผนให้เหลือง-แดงปะทะกันเพื่อให้เกิด มิคสัญญีกลียุค และต้องการให้สังคมไทยฟื้นคืนด ีไปสู่ความสมานฉันท ์ที่จะร่วมกันบินออกจาก เข่งแห่งโครงสร้างอันไม่เป็นธรรม อาจลองใช้กระบวนการ “รับสารภาพ-ขอโทษ-ให้อภัย” ดูเช่นว่า คนเสื้อเหลืองรับสารภาพว่าตนทำผิดกฏหมายอะไรบ้าง ขอโทษ ยินดีรับโทษ คนเสื้อแดงรับสารภาพว่าตนทำผิดกฏหมายอะไรบ้าง ขอโทษ ยินดีรับโทษ ถ้าโทษนั้นจะหมายถึงติดคุกก็ยินด ีคุกไม่ใช่อะไรที่น่ากลัวสำหรับมหาบุรุษหรือคนรักชาต ิมหาตมะคานธีก็ด ีเนห์รูก็ด ีเนลสัน แมนเดลาก็ด ีล้วนเคยติดคุกมาแล้วทั้งสิ้น การติดคุกของมหา บุรุษเหล่านี้กลับไปสร้างเสริมจิตวิญญาณของชาติให้เข้มแข็งขึ้น ถ้าเหลือง-แดงสามารถปรึกษากัน ในคุกได ้จะเป็นสัญลักษณ์ที่ทลายกำแพงทางจิตใจของคนไทยทั้งชาติทันท ี คำว่า “ผมขอโทษ” เป็นคำที่ยิ่งใหญ ่จะเอื้อนออกมาได้จากจิตใจที่ยิ่งใหญ่และกล้าหาญ เท่านั้น คนขี้ขลาดจะไม่กล้ากล่าวคำน ี้ถ้าขอโทษได ้ก็ให้อภัยได้ กระบวนการสารภาพความจริง การเอ่ยคำขอโทษ และการให้อภัยจะช่วยให้สังคมฟื้นคืนดีและสมานฉันท์ได้อย่างมหัศจรรย์ ในหมู่คนเสื้อแดงไม่ได้มีคนชนิดเดียวกัน ถ้าแยกคุณทักษิณซึ่งมีความเป็นพิเศษไว้ต่างหาก ที่เหลือมีคนจนกับนักอุดมการณ์ฝ่ายซ้าย เราจะเข้าใจและเห็นใจเขาได้มากขึ้น คนจนเขาไม่มีทาง หายจนเพราะโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ที่เรียกว่าฝ่ายซ้ายนั้นคือ คนที่เห็นใจคนจนและรักความเป็น ธรรมแต่เขาทำอะไรไม่ได้เลยในโครงสร้างแห่งอำนาจอันซับซ้อนและแน่นหนา ตราบใดท ี่สังคมไทยยังไม่ออกจากโครงสร้างแห่งอำนาจอันซับซ้อนและแน่นหนา จะไม่หายรุนแรง ไม่มีใคร หรือสถาบันใดๆ จะพาสังคมไทยออกจากโครงสร้างแห่งความไม่เป็นธรรมได้นอกจากร่วมกัน ปรกติเราจะไม่ร่วมกัน บัดนี้เราเผชิญวิกฤตที่ไม่มีทางไปแล้ว ความร่วมกันจึงเป็นไปได ้ร่วมกันทํา อะไร
๔. ร่วมกันแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกร และผู้ใช้แรงงานอย่างเด็ดขาดและถาวร ความยากจนของเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน คือภาพที่สะท้อนความไม่เป็นธรรม การแก้ปัญหาความ ยากจนของเกษตรกรและผู้ใช้แรงงานได้คือ การถอดสลักความไม่เป็นธรรม ถ้าเกษตรกรและผู้ใช ้แรงงานหายจน บ้านเมืองจะแข็งแรง มั่นคงและศานติ การแก้ความยากจนของเกษตรกรและผู้ใช้แรงงานทำได้โดยโยงกระบวนการของคน ข้างล่างมาสู่นโยบาย คนข้างล่างเขารู้ว่าความยากจนคืออะไร เกิดจากอะไร แก้ไขได้อย่างไร แต่เขา ไม่เคยมีโอกาสทางนโยบาย นโยบายล้วนกำหนดมาจากความไม่รู้ข้างบน กระบวนการแก้ความยากจนของเกษตรกร และผู้ใช้แรงงานได้กล่าวถึงโดยละเอียดกว่าน ี้ในบทความชื่อ“การเยียวยา : การรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี” ซึ่งจะตีพิมพ์ตามมา กระบวนการท ี่กล่าวในบทความนั้นเป็นกระบวนการประชาธิปไตยฐานล่าง อันกว้างใหญ่ไพศาล ที่โยงมากับฝ่าย นโยบายหลายระดับ และระดับบนคือนายกรัฐมนตร ีกระบวนการนี้จะสะเดาะโครงสร้างอัน ซับซ้อนและแน่นหนาให้หลุดเป็นเปลาะๆ ไป การสะเดาะโครงสร้างอำนาจนี้ตามปรกติจะทำไม่ได ้เพราะติดขัดโดยรอบด้าน แต่เมื่อ สังคมวิกฤตจนไม่มีทางไปแล้ว ก็เป็นโอกาสแห่งความร่วมมือกันทุกฝ่ายที่จะบินออกจาก “เข่ง” หรือโครงสร้างแห่งอำนาจเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม ในสังคมที่เป็นธรรม คนจะรักกันมาก และรัก ชาติบ้านเมือง ************************************************ เป็นบทความที่อ่านตอนช่วงสงกรานต์ครับ ที่มีจราจลในบ้านเรา…น่าคิด…
สวัสดี June 22 แม่นาคกลัวกล้อง คนไทยกลัวไข้หวัด
สองวันก่อนได้ไปดู “แม่นาค เดอะมิวสิคัล” มาครับ ถามว่าเป็นแฟนละครขนาดนั้นหรือ ก็คงไม่ใช่ แต่นานๆมันก็นึกอยากดูบ้าง การดูการแสดงสดนั้น มีความน่าสนใจ และ เป็นการเติม “พลัง” แบบหนึ่งนะครับ เวลาห่อเหี่ยวเดียวดาย เมื่อได้ไปนั่งชม การแสดง “สดๆ” บางครั้งก็ทำให้จิตใจดีขึ้นๆได้นะครับ บ่นหน่อย ไอ้การต้องฝากกล้องไว้นี่ผมว่าไร้สาระมากเลย.. ก็บอกว่าห้ามถ่ายก็จบแล้วสิ .. ใครถ่ายก็จัดการเป็นรายๆไป ไม่ใช่มาบังคับกันแบบนี้.. ละครเรื่องนี้ผมได้ข่าวมานานแล้ว และก็ตั้งใจจะไปดูตั้งแต่แรก จองบัตรได้ไม่ยากนัก แต่คนดูมาก ได้ที่ไม่ค่อยดี คือ แถวหน้าสุดเลย เกรงว่าจะใกล้เกินไป และก็จริงด้วย พอไปนั่งตรงนั้นจริงๆ มันใกล้ไปหน่อย คือ ติดเวทีเลย และใต้เวทีจะเป็นวงดนตรีประกอบ ทีนี้นั่งใกล้ไปก็เลยทำให้เสียงดนตรีมันดังกว่าเสียงร้องของนักแสดงไปหน่อย แต่ก็โอเคนะครับ ไม่ถึงกับหงุดหงิด เมืองไทยรัชดาลัย…สวยดี ถามว่าเป็นละครผี น่ากลัวใช่หรือไม่ ก็ต้องตอบว่าเป็นเรื่องความรักมากกว่า คือบรรยกาศน่ากลัวมันก็มีแต่ก็ไม่มาก แค่มีกลิ่นอายบ้าง ดนตรีและเรื่องราวก็ไม่ได้เน้นความน่ากลัวมากนัก มีบางฉากที่ห้อยสลิง ก็ทำได้ดี คือตกใจหน่อยๆด้วย..ละครเป็นละครเพลง ดังนั้น การร้องเพลงจึงมีความสำคัญมากต่อเรื่อง ความเห็นผมก็คือ ทำได้ดีนะครับ มีที่ติก็คือ บางเพลงร้องเร็วมาก (เป็นลักษณะเพลงเอง เป็นเพลงร้องเร็วเหมือนพื้นบ้าน) ถ้าคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคย จะฟังไม่ทันเลยล่ะ มีเพลงเพลงหนึ่งซึ่งแทบจะเป็นเพลงธีม ว่าด้วย “การกอด” เพราะดีนะครับ ถ้าเทียบกับละครต่างประเทศคงเป็นรองหลายอย่าง แต่ก็เห็นความทุ่มเทของทีมงาน เรื่องฉากก็ทำได้มาตรฐาน มีลูกเล่นดี การใช้แสงและเสียงก็อยู่ในเกณฑ์ดี บางฉากก็หลอกคนได้ดี.. บรรยากาศหน้างาน สำหรับนักแสดงนั้น อาจารย์คงมีบทน้อยไปหน่อย คือคาดหวังว่า พี่โต้ชีริกคงจะมีความมันส์มาก แต่แกเล่นคล้ายๆไม่มีการด้นเลย เข้าใจว่าคงห้ามไว้ เสียดาย บทที่เล่นดีที่สุดก็คงจะเป็น แม่นาค เอง นัทนั้น ผมไม่เคยชื่นชอบมากก่อน เพลงก็ไม่เคยฟัง แต่หลังจากละครเรื่องนี้แล้ว เป็นแฟนอีกคนได้เลยครับ คือมีความสามารถในการร้องและเล่นได้ดี ฝึกหนักแน่นอน แต่ก็ยังพัฒนาได้อีกนะ ส่วนที่เลือกมาไม่เข้าตาก็คือ พี่มาก..คือ ด้วยหน้าตาบุคลิก ดูอย่างไรก็ไม่เชื่อว่าใช่ครับ แม้ว่าจะเล่นและร้องได้ดีพอสมควร นี่เป็นสิ่งที่ต้องแลกกับความีชื่อของนักร้องคนนี้ มีบางฉากเงียบมากๆ ท้องผมดันร้องขึ้นมา…คนข้างๆ หัวเราะเยาะด้วย ดนตรีนี่ไม่เห็นวงนะครับ ซ่อนใต้เวทีตามปกติ เพลงก็เพราะดี และ ไม่ค่อยหลุดนัก เรียบเรียงดนตรีได้ไหลเรื่อยไปตามเรื่อง ข้อมูลจากเวปรีวิวในเนต http://www.wannapong.com/review-mae-nak-the-musical/ ดูหนังดูละคร เขาให้ย้อนดูตัว ไม่รู้ดูตัวอะไร แหะแหะ ก็คงมีความเห็นไว้สั้นๆว่า ความรักนั้น หาก มันเป็นรักที่สุดโต่ง รักที่ไม่ลืมหูลืมตา กอร์ปกับ ความกดดัน การที่ได้รับแรงเสียดมาตลอด ก็สามารถกลับกลายเป็นมีดดาบอาวุธคม ทำลายทำร้ายคนที่เราเคยรักได้.. อีกอย่างคือ มันบอกได้ว่า บ้านเรานั้น เรื่องการลือ การเล่าอ้าง ยังมีผลมากเสมอ..สังคมไทยไม่ค่อยกล้าเผชิญความจริง.. มักใช้คำอ้างง่ายๆ บ่อยๆ ย้ำๆ จนเป็นตำนาน เป็นสิ่งที่เรียกว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ซึ่งละครเรื่องนี้ก็นำคำนี้มาเสนอด้วย แต่ในนัยยะที่ทำให้คนดูเกิดความไม่แน่ใจ เกิดความกลัว บอยบอกว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ปูบอกว่า “ถ้าไม่เชื่อ จงลบหลู่ซะ (หลังจากมีการวิเคราะห์วิจัยมาก่อนนะ)” มันจะได้ลดเรื่องโง่ๆลงอีกหนึ่งเรื่องในประเทศเรา นี่ว่าจะลบหลู่นักการเมืองเลวๆให้มากที่สุดด้วยนะเนี่ย..ฮึ ผมชอบละครเรื่องนี้ตรงความไหลรื่น ละครสององค์ ยี่สิบหกฉาก ไหลรืนไม่มีช่วงเบื่อเลย ถือว่าแค่นี้ก็เป็นความสำเร็จแล้วครับ สุดท้ายยกนิ้วให้นัทด้วย เก่งมาก… หน้าตาสวยๆ *************************************************************** ในที่สุดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ก็ระบาดในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อย คงไม่ต้องตกใจกับจำนวนที่เพิ่มแล้วนะครับ แหมแล้วโรงเรียนเซนต์คาเบรียบเสียด้วย ดังเลย.. ว่ากันว่าเมกซิโกคือต้นกำเนิดไวรัสสายพันธ์นี้ แต่แหม วันก่อนเห็นหนังสือพิมพ์เขากวนทีนไว้ ว่าบ้านเราเป็นต้นกำเนิดตะหาก อดไม่ได้ต้องนำมาฝากกัน +ภาพจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ วันที่ยี่สิบ จูน ปีนี้… สวัสดี
|
|
|