Strange Loop's profileI am a Strange LoopPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
I am a Strange Loop pooL egnartS a ma I Lopp |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
November 19 หนักเบาเราอยากอ้วน
กระผมมีปัญหา
เกิดขึ้นมานานแล้ว
เป็นเรื่องหนัก เป็นเรื่องเบา
เป็นเรื่อง อยากอ้วน แต่ ทำไงก็ไม่อ้วน
หัวห่างพื้นอยู่ หกฟิต(ปั๋ง)สองนิ้ว แรงโน้มถ่วงดึงขาไว้เบาๆ ประมาณหกสิบถึงหกสิบห้า คงที่เช่นนี้มานานเกินไปแล้ว ปัญหาคือกระผมรู้สึกว่ามันผอมไป ไม่มีราศี ไปทำงาน คนก็ทักว่าเป็นคนขับรถ ราศีมีแค่นั้น หึหึ
มีคนบอกว่าให้กินมากๆ
ก็กินจนเงินเดือนหมดแล้วเนี่ยะ ไม่ได้ผล
อยากได้คำแนะนำว่าควรทำอะไร เพื่อให้น้ำหนักเพิ่ม อยากได้อีกสิบห้าโล กำลังดี มีไหม สถาบันเพิ่มน้ำหนัก รับรองผลในสามเดือนไรเงี้ย..
ข้อมูลประกอบ กินวันละสี่มื้อ..มื้อเช้ามักดื่มนม และ ทานไข่ดาว หรือไม่ก็แซนวิช มื้อเที่ยงฟาดข้าวสองจานพูน พร้อมกับข้าว ทานได้ทุกอย่าง ชอบขาหมูติดมันเป็นพิเศษ แต่จะว่าไป อะไรมีสี่ขาทานได้หมด ยกเว้น โต๊ะ เก้าอี้ มื้อเย็นทานอาหารหนักๆ เช่นพิซซาถาดกลางหนึ่งถาด พร้อมชิกเก้นวิงค์หกปีก หรือไม่ก็ เกี้ยวต้มสามสิบลูก บางวันก็กินข้าวธรรมดาสองจานราดด้วยขาหมูติดมัน ตกดึกมักมีมาม่าสองถ้วย หรือ นมอีกขวดเมจิฝาน้ำเงิน นานๆทีจะมีหนมปังสังขยามาแจม ไม่ค่อยทานของระหว่างวัน ขนมทานบ้างแต่ไม่มาก ถ้าทานก็พวก ขนมชั้น ฝอยทอง เต้าส่วน อะไรเทือกนั้น แต่อยากได้ยินคนที่เคยผอม แล้วอ้วนได้สำเร็จ อ้อ สูบบุหรี่ด้วย แต่ไม่จัด แต่ตอนงด ก็ไม่อ้วนขึ้นเลย เหล้าเบียร์ทานพอเป็นกระสาย ไม่ใช่ขี้เมา… นอนวันละเจ็ดถึงแปดชั่วโมง
ไม่ได้ล้อเล่นนะครับ ไม่เชื่อดูรูปตอนเตะบอล มัน..มัน..มัน.. เป็นเช่นนี้ อยากอ้วนเว้ยยยยยย กรุณาอย่าเพิกเฉย จงเอ็นดูและให้คำแนะนำเดี๋ยวนี้ !!
สวัสดีครับผอม November 16 เล่าด้วยภาพ เพื่อนสนิทหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่คบกันมายี่สิบสามปีแล้วบทสนทนาของมิตรสหายนั้นบ่งบอกได้ว่า พวกเขารู้จักกันแค่ไหน อย่างไร เมื่อเวลาผ่านไป บทสนทนา ก็มักจะวกวนมาในเรื่องเก่าๆมั่ง เรื่องอำสมัยไหนต่อไหนบ้าง ให้ได้หัวเราะกัน ฮากันเป็นธรรมดา คำถามอย่างว่า “เห้ย มรึงยังใช้น้ำมันเครื่องลูบผมให้เรียบหรือเปล่า” จึงได้ยินอยู่ คำถามว่า “ไปงานแต่งใครมามั่ง” กลายเป็น “เออ วันก่อนไปงานศพ… เจอไอ้… แม่ง…บลาบลาบลา” หรือไม่ก็ออกแนวว่า “เมียกรูท้องอีกแล้ว คราวนี้เพศหญิงหวะ” แล้วก็จะมีเสียบกระซิบเบาๆในวง พอให้ได้ยินว่า “เวรกรรมมีจริงตะมรึง” เหอๆๆ บทสนทนายอดฮิต ก็ยังมีเช่น “มึงโกรก หรือ มึงถอนวะ” “โห ไม่เจอกันพักเดียว ไปเยอะแล้วนะ รุกล้ำมาก” “โห ลูกโตกว่าแม่แล้ว” เรื่องหน้าเหี่ยว ผมขาว อ้วนลงพุง ก็เป็นยอดหัวข้อสนทนาของเพื่อนๆเป็นอย่างยิ่ง จบงานวันนั้น หลายคนได้รู้จักกกับเฟสบุ๊คเป็นครั้งแรก และ ก็หวังว่า ครั้งหน้าคงมากันมากๆเช่นนี้อีก สนุกดีออก เลี้ยงรุ่นกันย่อยๆ มากันไม่มากอย่างที่ตั้งใจ แต่ก็ไม่น้อยกว่าที่คาดไว้ เรามาทานกันที่พระรามห้า ร้าน สวนกุหลาบ วันที่ 14 ที่ผ่านมานี้เอง มากันสามสิบกว่าคน หน้าตาก็พอดูได้ ไม่ตกใจอย่างที่คิด บางคนหน้าไม่แก่ลงเลยนะ อย่างคุณแหลมงี้ เต่งตึงไม่เปลี่ยน ร้านที่เราทานนั้น เราจองไว้สี่โต๊ะซึ่งก็พอดีกันกับคนที่มา นี่ก็เพื่อนเก่าแก่ นานๆพบกัน ก็แจกแจงความคืบหน้าในหน้าที่การงาน ชีวิตครอบครัว รวมไปทั้งเรื่องเหลืองแดง ไปนั่น สังเกตนะครับว่าหน้าตาสดใสไม่มึนเมาสุรากันเลย มีทั้งโยธาไฟฟ้าเครื่องกล และ ผู้บริหาร ครบ สร้างโรงงานได้เลย คนขวาล่าง พี่กิต คนจัดการงานนี้กับพี่ป๋อง ชนาวิทย์ยืนอวดกล้ามทางซ้ายสุด พี่ย้งนับตังค์เพลินก็มา พี่แหลมมาดเข้มยืนยิ้มตาหยี (กินเหล้าแล้วตางี้ทุกที) ส่วนstrange loop พยายามทำหน้าให้เด็กที่สุด ซึ่งก็ได้ผลนิดหน่อย ได้ประมาณอายุสี่สิบ อิอิ
เนื่องจากสวยสดงดงาม เธอเหล่านี้คือ วิศวกรเกษตรสาว ที่หาได้ยากยิ่งเข็มในมหาสมุทร เลยขอแจมถ่ายด้วย พี่หยิก ขวาสุดเป็นอาจารย์สอนดำน้ำด้วยครับ (จะสอนทำไม ดำมาตั้งกะเรียนมัธยมจนมหาลัยแล้ว)
ภาคไฟฟ้ารวมกัน ..แล้วอย่าควักเครื่องคิดเลขมาเล่นแรนด้อมล่ะ นี่ยังขาดอาจารย์หลายคนนะที่ไม่ได้มา อีกทั้งหลายเซียนก็ขาดหายไป คราวหน้าคงได้เจอกันครบๆนะครับ
พี่ต่อกับพี่พัฒน์ (คุยกันมั่งก็ได้)
สองผู้ยิ่งใหญ่ของภาคไฟฟ้า พี่พัฒน์ พี่บู๊ ตอนนี้เป็นคอนเซ้าท์ใหญ่ทั้งคู่ ภาคเครื่องกลห้าคน เอาหน่อย
อาหารจีนอร่อยท้อง แถมมีนักร้องกิติมศักดิ์ มาขับกล่อมเพลงให้อร่อยหูอีก (มันร้องไม่เลิก) พี่ป๋อง พี่เอ้ พี่แหลม
คนนี้ก็มาครับ โต้โผใหญ่ (สังเกตุพุง) พี่ป๋องเรานั่นเอง โชว์ลีลาทั้งเป็นคนจัด โฆษก และ นักร้อง…
เพื่อนๆที่ชอบร้องเพลงก็คว้าไมค์มา ร้องกันเป็นที่สนุกสนาน นี่พี่ไห่ ร้อง เพลง my way ได้เพราะมากๆนะครับ ส่วนพี่คอนบึ่งมาจากกบิลบุรี น่าปรบมือให้ครับ
พี่เอ้ ก็คาราบาวตามถนัด (เห็นแอบร้องเพลง Nobody อยู่พักนึง แต่หน้าไม่ได้เลยกลับมาแถวๆคาราบาว)
หลานๆก็ทนไม่ไหว เพราะเพลง ลุงๆอาๆ มันเชยสิ้นดี จึงขอร้องเพลงวัยรุ่นแจมด้วย ส่วนคนนี้ ไม่สนอะไร ตุ้ยๆๆๆๆ คนเดียว
ไว้มาเล่าเพิ่มวันหลัง สวัสดี November 08 ส้มตำ ที่ลองถัน
วันก่อนไปหน้างานก่อสร้าง มีเวลาว่างนิดหน่อยก็ได้แวะไปเดินเที่ยวตลาดในอำเภอ ลองถัน อากาศร้อน แต่มีคนอยากทานอาหารบ้านๆ ซึ่งต้องไปซื้ออาหารและเครื่องปรุงเพิ่มจึงเดินทางกันไป แม้ว่าอากาศจะร้อน แต่แดดไม่มากนัก เราเลยเดินวนรอบตลาดเล่นสักพัก สภาพหน้าทางเข้าตลาด เดินต้องระวัง เพราะที่นี่มิใช่แค่คนเดินซื้อของ แต่พี่แกขี่มอเตอร์ไซด์เข้าไปถึงซอกซอยที่เขาขายของกันด้วย ประหนึ่งมอเตอร์ไซด์เป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งของเขา เหมือนเท้า เหมือนมือ ที่นี่คนต้องหลบมอเตอร์ไซด์ เป็นเรื่องปกติ ตลาดไม่ใหญ่ไม่โต มีขายตั้งแต่ของใช้ประจำวัน ผัก เนื้อสัตว์ต่างๆ เสื้อผ้า และ เครื่องใช้ไฟฟ้า บรรยากาศย้อนยุคเหมือนตลาดเก่าแถวเยาวราช หรือ โบ๊เบ๊บ้านเราสักสิบห้าปีก่อน..วันนี้เขาว่าสะอาดแล้ว ปกติจะ เขรอะกว่านี้ เดินไปมาเห็นเขามีพวกสัตว์ประหลาดขายด้วย กบ งู ก็มี ของใช้ประจำวัน มีขายกันในราคาย่อมเยา โอโม่ก็มีนะครับ พวกขนมถุงๆต่างๆก็มีมาจากเมืองไทยไม่ใช่น้อย ของที่นี่คุณภาพไม่ดีนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายนัก เราเดินชมตลาดสบายใจ วันนี้เขาเกิดอยากกินส้มตำกัน เลยหาของปรุงกันที่ตลาดนี้ ไม่ได้ถ่ายตรงที่เขาขายไก่เป็นๆไว้ เขาขายกันเป็นตัวๆ จับใส่ถุงดำเจาะรูให้โผล่หัว น่าเวทนายิ่งนัก ปลาที่นี่เขาไม่ได้ใช้มีดเลาะเกล็ดนะครับ มีกรรไกรอันเดียว ตัดฉับๆ เอาเกล็ดออกได้ เอาไส้เส้ยออกได้หมด เก่งมาก อาหารเวียดนามมีผักเป็นส่วนประกอบเยอะครับ มีทั้งที่ปรุงในกับข้าว และ ผักสด วางเป็นจานๆ คล้ายเครื่องเคียงมาตรฐาน มาอยู่สักพักก็เริ่มชินที่จะมีผักสดๆกิน ประกอบอาหารมื้อต่างๆ ผักที่นี่มีหลายชนิดหลายแบบ ล้วนแล้วแต่เรียกไม่เป็นสักอย่าง แฮะๆ ความรุ้เรื่องผักของผมไม่ใช่ศูนย์นะครับ อาจจะถึงขั้นติดลบกันทีเดียว คนเดินซื้อยังไม่มากนัก แต่สังเกตได้ว่า นอกจากเดินแล้ว เขาขี่แมงกะไซด์เข้ามากันเลย ไม่ลงด้วยนะครับ นั่งซื้อกันซะอย่งนั้นเชียว หมวกกันน๊อคที่นี่มีหลายรูปแบบมาก ที่สวยๆเป็นแฟชั่นก็มี หมวกโดเรมอน มิกกี้เมาส์ก็เห็น จะกินส้มตำก็ต้องหามะละกองามๆ นี่มาเจอที่นี่ เขาปอกและสับโชว์ไม่ด้วย จะได้ไม่สับสนกับมะละกอสุก ซื้อของต้องพูดภาษาได้บ้าง ผมไม่ได้ แต่เพื่อนผมพูดได้ แม้ว่าพูดได้ สำเนียงในแต่ละที่ก็ต่างกันอีก อย่างที่ลองทันนี้ เขานับเงินออกเสียงไม่เหมือนในเมืองเท่าไหร่ ฟังแล้วก็งงๆ อันนี้ซื้อกุ้งแห้งกิโลนึง เสร็จแล้วก็ไปสอยมะนาวมาอีกสิบลูก มะนาวเขาไม่เปรี้ยวจัดเหมือนบ้านเรา เห็นไหทางขวาสุดไหมครับ นั่นละ ชนิดหนึ่ง ของปลาร้า ใช้ปรุงส้มตำได้ แต่เราไม่ได้ซื้อมา เพราะกลัวผิดสำแดง อีกอย่าง เข้าใจที่บ้านเพื่อนขนมาจากบ้านเราไว้แล้ว พริกขี้หนูที่นี่ไม่เผ็ด เลยไม่ได้ซื้อ ใช้ส่งมาจากเมืองไทยเหมือนกัน เป็ดย่างอร่อย เข็นขายเป็นตัวๆ ถ่ายไว้หน่อยว่ามาเดินจริงๆ ปกติไม่ค่อยจ่ายตลาด มักซื้อสำเร็จรูปมากกว่า มาเดินบ้างก็เปิดหูเปิดตาดีครับ สวัสดี (ลองถัน เวียดนาม) November 02 ไม่ต้องกลัวตก เพราะในที่สุดย่อมถึงก้นบึ้ง มีแต่พุ่งขึ้น(มันมากับไข้)
เหงาให้มันมากๆเข้าไว้ หากไม่อยากเหงา อยากอิ่ม จงหิวให้หนัก ให้นาน ให้ต่อเนื่อง หิวให้สุด อยากง่วง จงนอน นอน และนอนให้มันตายไปข้างหนึ่ง ไม่อยากตก จงอย่ากลัวที่จะตก ********************* คนเราเป็นอย่างนั้นได้ไม่ตลอด เมื่อตกถึงก้นบึ้งแล้ว จะตกไปไหนได้อีก มีแต่พุ่งขึ้นได้เท่านั้น ********************* อยากมีคนเข้าใจ จงเข้าใจคน อยากมีคนรัก จงรักคน อยากหนักแน่น อย่าพิรี้พิไร อยากจะไป อย่าหยุดนานๆ ********************* Yes , สวัสดี เกิดอะไรขึ้น เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นWhat happens when nothing happens? (อ่านมาจากหนังสือ A Secret Pulse of Time) 16 กรกฎาคม 2505 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส นาย Michel Siffre มีคำถามนี้ในหัว และเขาพยายามค้นหาคำตอบ ด้วยวิธีของเขาเอง อิงกับหลักวิทยาศาสตร์ที่เขารู้จัก เขาเดินทางดำดิ่งลงไปในถ้ำลึกใต้เทือกเขาแอลป์ และใช้ชีวิตในความมืดใต้ดินที่มีความลึกเป็นร้อยเมตร เขาไม่ได้นำทั้งนาฬิกา และ สิ่งบอกเวลาอื่นใดลงไปด้วย เขาเตรียมสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีพลงไป เช่น เตนท์ อาหาร และ ไฟฉาย (ที่ใช้เฉพาะตอนจดบันทึกและเมื่อต้องเดินไปมาในถ้ำ) ไฟที่ใช้มีค่าใช้จ่ายสูงมากตามเวลาที่เปิด ดังนั้นเขาจึงแทบไม่ได้ใช้เลยถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เขาตัดขาดกับโลกภายนอก มีเพียงสิ่งเดียวที่เขายังเกี่ยวเขาไว้กับโลกภายนอก นั่นก็คือ การยกหูโทรศัพท์แจ้งด้านบน ว่าเขากำลังทำกิจกรรมใดอยู่ เขาจะโทรศัพท์รายงาน ผู้สังเกตุการณ์บนพื้นโลก ในยามที่เขาทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เมื่อตื่นนอน ทานอาหาร เข้านอน เป็นต้น เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีแสงเช้าค่ำ ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว เวลาดูเหมือนเดินเร็วกว่าที่คิด เมื่อเขาใช้ชีวิตในความมืดที่ไร้เครื่องบอกเวลา เขาพบว่า การประเมินช่วงเวลาระหว่างสองเหตุการณ์ มีความผิดปกติ เช่นเมื่อเขาโทรแจ้งว่าตื่นนอนแล้ว หลังจากนั้นประมาณชั่วโมงเขาเริ่มกินข้าว เมื่อเขาเริ่มกินข้าวเช้า เขาโทรแจ้งอีกที และนักวิทยาศาตร์ก็บันทึกเวลา และช่วงห่างตั้งแต่ตื่นจนเขาเริ่มทานอาหาร ซึ่งปรากฎว่ายาวกว่าหนึ่งชั่วโมงตามที่มิเชลล์คิดมากโข เวลาในหัวของมิเชลล์สั้นกว่าความเป็นจริง เวลาเป็นสิ่งที่ร่างกายคนเราวัดไม่ได้ ร่างกายคนเรามีเครื่องวัดหลายอย่าง ผิวเราวัดอุณหภูมิ วัดการสั่นสะเทือน วัดการเคลื่อนไหว ตาเราวัดคลื่นแสง หูเราวัดขนาดของเสียง..แต่เรา มนุษย์ไม่มีอวัยวะใดที่วัดเวลาได้อย่างแม่นยำ..เราต้องพึ่งสิ่งภายนอกในการบอกเวลาให้เรารู้ มีครั้งหนึ่งเมื่อทานข้าวเที่ยงเสร็จ เขารู้สึกเพลีย จึงงีบนอน เมื่อตื่นขึ้นมาเขาแจ้งไปด้านบน ว่าได้งีบไปสั่ราวๆครึ่งชั่งโมง แต่ในความจริงคือ เขานอนไปแปดชั่วโมงเต็มๆ เขาหลงไปในเวลาเมือไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาทดลองเปิดแผ่นเสียงที่รู้ว่ามันมีความยาวสี่สิบนาที อย่างน้อยเขาสามารถประเมินเวลาได้จากการเริ่มและหยุดแผ่นเสียง แต่เมื่อแผ่นเสียงจบลง เงียบสงัด ไม่มีการเคลื่อนไหว เขาก็หลงในเวลาอีก เขาไม่สามารถบอกได้แม่นยำว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ ความหลงและสับสนในเวลานั้น เกิดขึ้นในความคิดของเขา แต่ร่างกายเขากลับไม่หลง นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการติดอุปกรณ์วัดค่าต่างๆในร่างกายเขาไว้เพื่อบันทึก การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในรอบเวลาในหนึ่งวันไว้ด้วย เพื่อศึกษาว่า ร่างกายเรามีนาฬิการ่างกายจริงหรือไม่ และมันเดินคงที่หรือไม่ น่าประหลาดว่า ร่างกายเขาไม่ได้หลงเวลา ร่างกายยังทำตัวเหมือนว่าหนึ่งวันมียี่สิบสี่ชั่วโมง ร่างกายโดยอัตตโนมัติ ยังคงทำงานตามรอบของมัน ปล่อยน้ำย่อย ผลิตสารต่างๆ ตามแผนเวลาปกติเหมือนยามที่เขาอยู่บนดิน มีแสงแดด และรู้เวลา..เขายังคงตื่นนอนเฉลี่ย สิบหกชั่วโมง และนอน แปดชั่วโมง รอบเวลาหนึ่งวันที่ร่างกายเขาทำงาน ผิดเพี้ยนไปไม่เกิดครึ่งชี่วโมงต่อวัน นั่นคือร่างกายเขา แต่ในหัว เขาสับสนเรื่องเวลาอยู่ตลอด 14 กันยายน ปีเดียวกัน เขาถูกนำขึ้นมาจากใต้ดิน เขาบันทึกไว้ว่า วันที่คนนำเขาขึ้จากใต้ดินคือวันที่ 20 สิงหาคม ซึ่งแสดงว่าเขานับเวลา ช้า ไปกว่าจริงราวๆ ยีสิบห้าวัน (จากประมาณหกสิบวัน) ต่อมาในปี 2515 เขาทำการทดลองซ้ำอีกที คราวนี้เขาตั้งเป้าจะอยู่ใต้ดินนาน 205 วัน โดยมีองค์กรนาซ่า เป็นหน่วยวิจัย และเมื่อการทดลองจบลง เขานับวันหายไปถึงหกสิบวัน มีคนทดลองอีกหลายคน และได้ผลคล้ายๆกัน สามารถสรุปเป็นข้อสังเกตุได้ว่า เมื่อคนเราอยู่ใต้ดิน มืด ไร้เครื่องบอกเวลา ไร้สิ่งให้จังหวะ ในตอนแรกร่างกายจะเริ่มปรับตัว จากนั้นจะอยู่ในวงจรวันที่มีความยาวค่าหนึ่ง ซึ่งมักจะยาวกว่าวันหนึ่งจริงๆเล็กน้อย ตั้งแต่ยี่สิบสี่ชั่วโมงกว่าๆ จนยี่สิบหกชั่วโมง เมื่อร่างกายปรับตัวแล้ว ร่างกายจะคงรักษาจังหวะหนึ่งวัน (ที่ร่างการทำสิ่งต่างๆเช่นการควบคุมฮอร์โมน การปรับความดันเลือด) ไว้คงที่ได้ดีเลิศ ในระดับผิดพลาดเพียงไม่กี่นาทีต่อหนึ่งรอบวันนั้นๆ แต่แม้ว่าร่างกายจะทำงานคงที่ แต่เวลาในหัวของเขากลับไม่แน่นอน ยาวสั้นบอกไม่ได้ เขาสับสนว่าเขาอยู่ในชั่วโมงไหนของวัน เขาสงสัยและไม่มั่นใจว่า ตั้งแต่เขาตื่นจนเริ่มทานช้าว มันผ่านไปสิบนาที หรือ ครึ่งชั่วโมง….นั้นคือเวลาในหัว มันไม่ทำงานเป็นอันเดียวกับ เวลาร่างกาย หรือ เวลานาฬิกา… เเวลาอิงกับการเคลื่อนไหว เวลาร่างกายขึ้นกับการสั่งงานจากระบบประสาท สมอง ด้วยตารางการสั่งงานที่แม่นยำ แต่ในขณะเดียวกัน เวลาในความคิดนั้นกลับไม่แม่นยำ มันขึ้นกับบางสิ่งบางอย่าง สิ่งนั้นคือ “การเคลื่อนไหว” หรือ “การมีอะไรเกิดขึ้นให้เห็น” ถ้าเราอยู่ในที่ๆไม่มีอะไรเคลื่อนไหว (แม้กระทั่งร่างกายเราเอง เช่นการกระดิกนิ้วเป็นจังหวะ) เราจะเริ่มนับเวลาไม่ถูก เพราะไม่มีอะไรมาอ้างอิง เรารู้ว่า เราใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการหุงข้าว สิบนาทีในการเจียวไข่ เพราะเราอ้างอิงการเคลื่อนไหวในกิจกรรมนั้นๆเทียบกับเวลาของนาฬิกา เมื่อเราทำไข่เจียวในครั้งต่อไป เราก็จะประมาณเวลาได้ เนื่องจากเราเห็นการเคลื่อนไหวของเราในการทำ และ เทียบเคียงกับความทรงจำในเวลานาฬิกาที่ใช้ไป.. หากแต่ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหว เราอยู่นิ่งๆ เราจะไม่มีอะไรแสดงการผ่านไปของกิจกรรม เราเทียบเคียงกับคลังความจำไม่ได้ ดังนั้นเราจึงบอกเวลาคลาดเคลื่อน… เมืออยู่ในสมาธิ เวลาจึงผ่านไปเร็ว วงจรเวลาของแต่ละคนไม่เหมือนกันขึ้นกับพันธุกรรม และ พฤติกรรมซ้ำๆ คนที่นอนดึกตื่นสาย มักเกิดจากร่างกายมีโปรแกรมอย่างนั้น ดังนั้นเราจึงต้องทำใจยอมรับว่า บางคนเป็นนกฮูก (นอนดึกตื่นสาย) บางคนเป็นนกกระจอก (นอนไว้ตื่นเช้า) ดังนั้นบางคนจึงตื่นยาก มันฝืนร่างกายเหลือเกิน หรือ บางคนทำงานกลางคืนได้ดีกว่ากลางวัน ลองสำรวจวงจรดู คุณอาจเป็นพันธ์นกฮูก (และนั่นเปลี่ยนยากมาก) นาฬิการร่างกายอยู่ที่ไหน..อยู่ในเซลทุกเซลล์ เหมือนทุกเซลล์มีนาฬิกาทราย เมื่อครบรอบก็คว่ำใหม่ สลับไปมาไม่หยุด ตับสามารถแลกเปลี่ยนข้อมู่ลเวลากับอวัยวะอื่นได้ด้วย เป็นไปได้เพียงนั้น แต่ถ้าทุกเซลล์มีนาฬิกา แน่นอนมันต้องมีวันเดินเพี้ยนจากกัน แล้วเกิดอะไรขึ้นเมื่อมันเพี้ยนกัน ร่างกายไม่งงแย่รึ แต่เรื่องนี้็ธรรมชาติก็ได้คิดไว้แล้ว และให้เราทุกคนมีนาฬิกากลางไว้คนละเครื่อง เรามีนาฬิกากลางอยู่คนละอัน อยู่เหนือสันจมูก ลึกลงไปในสมองของเรา มันทำหน้าที่ รีเซต นาฬิกาย่อยๆในเซลล์ครับ แล้วมันเซตได้อย่างไรล่ะ ในรอบหนึ่งของวัน ประมาณยี่สิบสี่ขั่วโมงแตกต่างกันไปตามบุคคล ไม่เกินครึ่งชั่วโมง และ รอบนี้จะคงที่สำหรับคนๆหนึ่งตลอดอายุขัย ผิดเพี้ยนในหลักนาทีเท่านั้น ที่น่าทึ่งคือแม้เราตายแล้ว นาฬิการ่างกายยังคงทำงานต่อไปได้อีกระยะ แม้ว่ารอบของเราจะยาวกว่าวันจริง ไม่เป็นปัญหา ทุกเช้า เราจะเซตนาฬิกาใหม่ ขึ้นรอบใหม่ได้ ด้วย..แสงแดด เมื่อนาฬิกากลางที่อยู่บริเวณลึกลงไปในสมอง แถวๆเหนือสันจมูกต่อเนื่องกับหนังตา ได้รับแสงแดด มันจะเริ่มกระตุ้นการทำงานของนาฬิกากลางให้เริ่มวงจรวันใหม่ของร่างกาย…. เวลาที่สมองทำงานแก้ปัญหาได้ดีคือช่วงสิบโมงกว่าๆ เวลาบ่ายๆ เป้นเวลาเหมาะสำหรับงานรูทีนที่ไม่ต้องใช้ความคิดมากนัก การนอนหลังอาหารสักสิบนาที ช่วยให้การทำงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เวลาที่เหมาะจะมีเซกส์คือช่วงเช้า (แต่คนเรามักมีตอนกลางคืน) ห้าโมงเย็นเหมาะที่จะออกกำลังกายย
เวลาที่หยุดนิ่ง HM เป็นผู้ป่วยในอเมริกา นักวิทยาศาสตร์บันทึกทดลองอาการของเขาต่อเนื่องนานหลายปี เขาไม่มีความจำ ถ้าคุณเจอเขา แล้วออกจากห้องไปห้านาที เมื่อกลับเข้ามาใหม่ เขาจำคุณไม่ได้ และทักทายคุณเหมือนไม่เคยเจอกันมาก่อน สิ่งที่เขาได้ยิน ที่เขาพูด เมื่อผ่านไปสองสามนาที เขาก็ลืมหมด..แต่ความสมัยเด็กยังมี เขามีความจำจนถึงเวลาอายุหนึ่ง จากนั้นก็ขาดหายไป เขาใช้ชีวิตแค่ในปัจจุบันล้วนๆ อดีตและอนาคตไม่มีค่าหรือความหมายใดๆสำหรับเขา คนทั่วไปมองชีวิตเหมือนหนัง คือมีแผ่นฟิลมต่อนต้น ตอนนี้ และตอนต่อไป ต่อเนื่องกันไป แต่สำหรับเขา ชีวิตเหมือนแผ่นฟิลม์ที่สะเปะสะปะ เป้นชิ้นๆ ไม่ต่อเนื่อง สำหรับเขา ทุกๆขณะ มีความรู้สึกเหมือน “พึ่งตื่นจากฝัน” เสมอ…เขานับเวลาได้ไม่เกินยี่สิบวินาที หรือ สามสี่อึดใจ สำหรับเขา คอนเซปเรื่องเวลาเป้นเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ…เขาผ่าตัดสมองและไปกระทบกับส่วนที่ควบคุมเรื่องความจำ..จึงเป็นเช่นนี้ อะไรคืออดีต ปัจจุบันยาวนาวเท่าไหร่ วินาที นาที หรือ เท่าไหร่ อนาคตต่อกับอดีต ตรงปัจจุบัน ปัญหาคือ ปัจจุบันนั้นกินเวลาเท่าไหร่ อะไรคืออะตอมของเวลา สวัสดี |
แวะมาแล้ว อยากเขียนอะไร ตามสบายนะครับ หงุดหงิดการเมืองหน้าเหลี่ยม ก็อย่าไปอะไรมากนะครับ มืดที่สุดคือใกล้สว่างแล้วครับ ตอนนี้ กระบวนการศาลกำลังเดินหน้า อีกไม่นานก็คงดีขึ้น เดือนนี้ได้พบปะมิตรสหายสมัยเรียน มาร่วมทานข้าวกันให้ครึกครื้น จึงคิดถึงวงนี้ครับ ซึ่งดังในรุ่นผมกำลังเป็นวัยรุ่น ในงานเลี้ยงก็ร้องกันหลายเพลง เพลง ชื่ออะไรไม่รู้ แต่เป็นเพลงเพราะมากในอัลบั้ม หนุ่มบาว สาวปาน ทำนองดี เนื้อลึกซึ้งนะครับ สวัสดี
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|